ภาษาไทยEnglish
ความเป็นมา เอไอเอส เพื่อสังคม ปฏิทินสานรัก คนเก่งหัวใจแกร่ง ครอบครัวคุยกัน บล็อกโพสต์ & โหวต
   
คุณอยู่ที่ | หน้าแรกสานรัก >> สมาชิกสานรัก 24 ตุลาคม 2557
Blog
 
กลับบ้าน... สานรัก
 
 
บอกรักพ่อ [1]
บอกรักพ่อ
 
 
ความรัก [13]
เพราะความรักคือพลังใจ ร่วมแบ่งปันเรื่องราวความรัก ที่ออกแบบด้วยตัวคุณเองที่นี่
 
 
กีฬา [1]
แหล่งรวบรวมเรื่องราวกีฬาทุกรูปแบบ ทั้งของไทยและต่างประเทศ
 

 

สุขภาพ [2]
อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

 

 
บ้าน [21]
ที่พักอาศัย /เฟอร์นิเจอร์ / ตกแต่ง / เครื่องใช้ไฟฟ้า  ฯลฯ
 
 
อาหารการกิน [1]
อาหารการกิน
 

 

เรื่องเล่าบอกต่อ [3]
เรื่องเล่าบอกต่อ

 

 
ครอบครัว
ครอบครัว
 
 
ไดอารี่-ประสบการณ์ชีวิต [1]
ไดอารี่-ประสบการณ์ชีวิต
 
 
ชีวิตการงาน [1]
ชีวิตการงาน
 
 
จิปาถะ [2]
จิปาถะ
 
 
เทศกาล-วันสำคัญ [2]
เทศกาล-วันสำคัญ
 

 

กิจกรรมน่าสนใจ [2]
กิจกรรมน่าสนใจ

 

 
การเมือง-สังคม [2]
การเมือง-สังคม
 

 

คอมพิวเตอร์-เทคโนโลยี [1]
คอมพิวเตอร์-เทคโนโลยี

 

 
แวดวงอินเทอร์เน็ต [1]
แวดวงอินเทอร์เน็ต
 
 
เรื่องดี๊ดีที่น่ารู้  
 

 
Learn กับ Study ต่างกันอย่างไร [ bangkoksweet - 24 กันยายน 2557 ]

   
 
   
 

Learn กับ Study ต่างกันอย่างไร?

เคยสงสัยไหมครับว่า learn กับ study ต่างกันอย่างไร?

“I don’t love studying. I hate studying. I like learning. Learning is beautiful.”
Natalie Portman

“ฉันไม่ชอบเรียนจากตำรา ถึงขนาดเกลียดด้วยซ้ำ! ฉันชอบที่จะเรียนรู้มากกว่า การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สวยงาม”

ผมพบข้อความนี้โดยบังเอิญในกูเกิ้ล ขณะกำลังค้นหาข้อความคมๆเกี่ยวกับการเรียนรู้ทีไม่รู้จบ อ่านแล้วฉุกคิดขึ้นว่า เออ! learn กับ study มันไม่เหมือนกันนะ

Natalie Portman เป็นนักแสดงครับ เธอรับบทเป็นดาราแสดงนำฝ่ายหญิงในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars Trilogy (2005) และ Thor (2011) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขา Psychology จากมหาวิทยาลัย Harvard ปัจจุบันอายุ 33 ปี

คนเรียนจบฮาร์วาร์ด มักมีคำพูดคมคาย

ผมเช็ค dictionary.com พบว่าสองคำนี้มีความหมายใกล้เคียงกัน  study หมายถึง to apply oneself to the acquisition of knowledge, as by reading, investigation, or practice. ส่วนคำว่า learn หมายถึง to acquire knowledge of or skill in by study, instruction, or experience.

อ่านแล้วผมสรุปว่า study เป็นการเรียนจากตำรา ผู้เรียนต้องอ่าน ค้นคว้า วิเคราะห์ นำสูตรหรือหลักการที่นักวิชาการได้คิดค้นไว้แล้วมาใช้หาคำตอบ เป้าหมายของ study อยู่ที่ความเข้าใจในทฤษฎีหรือเนื้อหาวิชานั้น ขณะที่ learn ใช้กับการเรียนรู้ที่มาจากการสังเกต การฟัง ทดลองทำและฝึกฝน เป้าหมายของ learn คือเพื่อให้ตัวเองมีความถนัดในการทำสิ่งนั้น หรือมีความรู้ในเรื่องนั้นๆ เช่น learn to drive, learn to cook, learn Chinese เป็นต้น    

นึกถึงธีมของสานรักปีนี้คือ “แรงบันดาลใจในครอบครัว สร้างการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ” ผมเชื่อว่าการเรียนรู้น่าจะหมายถึง learning  คือเป็นการเรียนนอกห้องเรียน ด้วยวิธีสังเกต ฟัง ทดลองทำ และหมั่นฝึกฝน  

คนเป็นพ่อแม่ ถ้าย้อนไปดูวิธีเลี้ยงลูก จะพบว่าลูกของเรา learn มาตั้งแต่เกิด 

ทันทีที่ออกจากท้องแม่ ทารกเริ่มเรียนรู้ที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ ร่างกายเริ่มสัมผัสกับความร้อนและเย็น ผ้าอ้อมที่พยาบาลนำมาสวมให้ทำให้เขารู้สึกสบายตัวหรือเปียกแฉะ ทารกเริ่มแสดงปฏิกิริยาตอบสนองด้วยการส่งเสียงร้องหรือยิ้มหลับสบาย นั่นคือวิธีสื่อสารของเขา

เด็กเล็กเรียนรู้ที่จะกินนมจากขวด พ่อแม่ฝึกให้เขานั่ง คลาน ยืน เดิน และฝึกนั่งถ่ายบนส้วม พ่อแม่สอนสิ่งต่างๆเหล่านี้ให้ลูกด้วยการกระตุ้นให้ลูกเกิดการเรียนรู้ (learning) มีพัฒนาการตามวัย ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสมอง

พ่อแม่แทบทุกคนมีประสบการณ์สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกมาแล้วตั้งแต่แรกเกิด เพียงแต่เราทำไปโดยไม่รู้ตัว ^^

เมื่อลูกขึ้นชั้นประถม พ่อแม่หลายคนสอนลูกว่ายน้ำ เตะบอล ขี่จักรยาน เล่นเปียโน เล่นกีต้าร์ ทำอาหาร ล้างจาน เก็บเตียง ตากผ้า พับผ้า สอนลูกให้อดทน เข้มแข็ง เสียสละ และให้อภัย... เหล่านี้เป็น learning คือการเรียนรู้ทั้งนั้นครับ

สังเกตว่าเป็นการสอนที่ไม่ต้องกางตำรา (พ่อแม่บางคนอาจอ่านคู่มือการเลี้ยงลูกมาก่อน) เด็กเรียนรู้จากสถานการณ์ที่พ่อแม่สร้างขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองฝึก ลองทำดู เหมือนกับที่คุณแม่ของน้องจู้ทำในหนังโฆษณาเพื่อสังคมของสานรัก ชุด “แรงบันดาลใจ” ตอน “ถั่วงอก” คือเปิดโอกาสให้จู้ลองปลูกถั่วงอกขายเพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัว    

ก็ลองดู เพราะการเรียนรู้...เรียนได้ไม่รู้จบ
 
ในขณะที่คุณครูทำหน้าที่สอนเนื้อหาวิชาต่างๆในห้องเรียนเพื่อให้นักเรียนได้ความรู้ นอกห้องเรียนคุณพ่อคุณแม่ยังคงมีบทบาทสำคัญในการชี้ชวน พูดคุย หรือพาลูกไปยังสถานที่ต่างๆที่จะทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ เช่น มารยาทในการเข้าสังคม การมีสัมมาคารวะ การรู้จักรอ อดทน เสียสละ ให้อภัย เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้และมีความสุขจากการให้ สิ่งเหล่านี้ ลูก study จากห้องเรียนไม่ได้ครับ ต้อง learn จากในชีวิตจริง

วัยรุ่นมีสิ่งให้เรียนรู้มากมายนอกห้องเรียน นี่คือที่มาของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ เป็นภารกิจสำคัญยิ่งสำหรับพ่อแม่ที่จะปลุกปั้นลูกให้เป็นคนดี เป็นคนเก่ง ช่วยเหลือตัวเองได้ ถึงขนาดช่วยเหลือสังคมได้ยิ่งดีครับ

พ่อแม่อย่าเพิ่งหมดแรงเสียก่อนนะครับ

   
 
 
การเรียนรู้...ที่ไม่รู้จบ [ bangkoksweet - 25 กันยายน 2557 ]

   
 
   
 

การเรียนรู้...ที่ไม่รู้จบ

สโลแกนของสานรักปีนี้ “แรงบันดาลใจในครอบครัว สร้างการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ” ใจความสำคัญนอกจากอยู่ที่ “แรงบันดาลใจ” แล้ว ยังมีเรื่อง “การเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ”

การเรียนรู้ในที่นี้ไม่ใช่การเรียนในห้องเรียนที่ต้องใช้ตำรา ไม่ใช่เรียนเพื่อมุ่งหวังใบปริญญา แต่หมายถึงการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัวเราซึ่งเป็นประโยชน์ในการใช้ชีวิต เป็นการเรียนรู้ด้วยการสังเกต ฟัง ทดลอง และฝึกฝน เพื่อเพิ่มทักษะความสามารถให้ตัวเอง หรือปรับเปลี่ยนนิสัยและพฤติกรรม รวมถึงปฏิภาณไหวพริบ คุณธรรม และจริยธรรม เช่น เรียนว่ายน้ำ ทำอาหาร เย็บผ้า ทำสวน ซ่อมบ้าน ซ่อมรถ ผสมพันธุ์ไม้ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ เรียนรู้ความอดทน เสียสละ ให้อภัย ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น ฯลฯ

ผมพบคำคมเรื่องการเรียนรู้ จากนักคิด นักปราชญ์ และบุคคลสำคัญ ลองอ่านเพลินๆนะครับ อาจจุดประกายให้คุณเห็นว่าการเรียนรู้สามารถเป็นเรื่องสนุก เพลิดเพลิน ถึงขนาดที่อาจเปลี่ยนชีวิตคุณก็ได้  

“The purpose of education is to replace an empty mind with an open one.”
- Malcolm Forbes -
วัตถุประสงค์ของการศึกษา เพื่อเปลี่ยนจากสมองที่ว่างเปล่าเป็นจิตใจที่เปิดกว้าง พร้อมที่จะเรียนรู้

"I don’t love studying. I hate studying. I like learning. Learning is beautiful."
- Natalie Portman -
ฉันไม่ชอบเรียนจากตำรา ถึงขนาดเกลียดด้วยซ้ำ! ฉันชอบเรียนรู้มากกว่า การเรียนรู้เป็นสิ่งที่งดงาม

“Kids don’t remember what you try to teach them. They remember who you are.”  
- Jim Henson -
เด็กๆจำไม่ได้หรอกว่าพ่อแม่พยายามสอนอะไรพวกเขาบ้าง พวกเขาจำได้เพียงว่าพ่อแม่คือใคร เป็นคนอย่างไร

“When you learn, teach. When you get, give.”
- Maya Angelou -
สิ่งที่คุณได้เรียนรู้มา...ให้สอนต่อ  สิ่งที่คุณได้มา...ให้ต่อ

“Education is the most powerful weapon we can use to change the world.”
- Nelson Mandela –
การศึกษา เป็นอาวุธที่มีอานุภาพมากที่สุดที่เราสามารถใช้เพื่อเปลี่ยนโลกใบนี้

“Educating the mind without educating the heart is no education at all.”
- Aristotle -
ให้ความรู้สมองแต่ไม่ให้หัวใจเรียนรู้ เท่ากับคนๆนั้นไม่ได้ความรู้อะไร

“Teachers have three loves: love of learning, love of learners, and the love of bringing the first two loves together.”
- Scott Hayden –
ครูมีความรักสามแบบ รักการเรียนรู้ รักผู้เรียน และรักที่จะนำสองสิ่งที่ครูรักนั้นมาอยู่ด้วยกัน

“Education is not a preparation for life; education is life itself.”
– John Dewey -
การศึกษาไม่ใช่เป็นการเตรียมความพร้อมให้ชีวิต แต่มันคือชีวิตต่างหาก

“Curiosity is the spark behind the spark of every great idea. The future belongs to the curious.”
– Anonymous -
ความอยากรู้อยากเห็น คือตัวจุดประกายเบื้องหลังการจุดประกายของความคิดดีๆ อนาคตอยู่ในมือของผู้ที่อยากรู้อยากเห็น

The best teachers are those who show you where to look, but don’t tell you
what to see.”
- Alexandra K.Trenfor -

ครูที่ดีจะบอกนักเรียนเพียงว่าให้มองไปทางไหน แต่จะไม่บอกว่าให้มองอะไร

“Dreams don’t work unless you do.”
– Anonymous –
ความฝันจะไม่เป็นจริง ถ้าคุณไม่ลงมือทำ

ใครมีคำคมดีๆ มาแบ่งปันกันบ้างนะครับ

 

 

   
 
 
นักกีฬา กับแรงบันดาลใจ [ bangkoksweet - 4 กันยายน 2557 ]

   
 
   
 

นักกีฬา กับแรงบันดาลใจ

แรงบันดาลใจเป็นขุมพลังที่ยิ่งใหญ่ที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน มันสามารถทำให้มนุษย์คิดค้นสิ่งประดิษฐ์เหลือเชื่อ เช่น เครื่องบิน ตึกระฟ้า หัวใจเทียม และโทรศัพท์มือถือ แรงบันดาลใจสามารถพาคุณไปได้ทุกแห่ง ฝ่าฟันอุปสรรคได้ทุกสิ่ง ขอเพียงเราสะกิดมันให้ถูก และมีความคิดรับรู้ (conscious) ว่านั่นคือสิ่งที่ควรทำ ที่เราต้องทำ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ลองอ่านข้อคิดต่อไปนี้จากนักกีฬาชั้นนำของโลก
มันอาจสร้างแรงบันดาลใจให้คุณก็ได้


http://sports.th.msn.com/football/photo/photo-sports.aspx?cp-documentid=255516496#image=1

   
 
 
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Line แอพพลิเคชั่น
[ - 6 มกราคม 2557 ]

   
 
   
  เครดิตข้อมูลจาก darkzphone

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Application Line สุดฮิต

คำศัพท์ต่างๆที่ใช้ใน Application Line

Display Name : คือชื่อของเราที่เพื่อนจะสามารถมองเห็นในหน้า Friend List เราสามารถตั้งเองได้

What's Up : เหมือนเป็นการตั้งสถานะของเราให้เพื่อนเราได้รับทราบ

User ID : ID ของเราที่เราตั้งเอง เอาไว้ใช้ Add เพื่อนกับคนอื่น

Public User ID : หากเราตั้ง On เอาไว้จะทำให้ผู้อื่นสามารถเพิ่มเราเป็นเพื่อนได้ผ่านการ Add ID หากปิดไว้ เค้าจะหาเราไม่เจอ

Line ID : คือ Email ที่เราทำการลงทะเบียนเอาไว้ใน Account > Email

My Sticker : คือ Sticker ที่คุณสามารถโหลดมาใช้งานได้ตลอดเวลา ( อาจจะเพราะซื้อไว้แล้ว หรือ มีคนส่งให้ไว้แล้ว )

Purchase History : Sticker ที่คุณเลยซื้อเอาไว้แล้ว ( ไม่รวมกับที่มีคนส่งให้ )

Gift Box : Sticker ที่มีคนส่งให้ทั้งหลาย ( มาดูในนี้ก่อนโวยวายคนส่ง ว่ายังไม่ได้ Sticker นะครับ )

Sticker Option : คือการปรับเปลี่ยน ย้ายที่ ลบออก Sticker ต่างๆที่เราใช้อยู่ ( ที่เราสามารถกดส่งได้เลย )

Coins : เหรียญสำหรับส่ง Sticker เป็น Gift ให้กับผู้อื่น ( ไม่สามารถซื้อ Coins แล้วส่ง Gift ให้ตัวเองได้ !!! )

Notification : การแจ้งเตือนต่างๆ สามารถมาปรับได้ในนี้

Auto Add Friend : คือการดึงรายชื่อเพื่อนจาก Contact List ที่เรามี ( ทุกคนที่เรามี Contact List ) หลังจาก iOS 6 นั้นมีการดึงรายชื่อเพื่อนจาก Facebook เอาไว้ ซึ่งหากเราเปิดตรงนี้จะทำให้ Line ก็จะดึงรายชื่อเพื่อนใน Facebook เข้ามาเช่นกัน

Allow Other to Add : หากเปิด On เอาไว้คนที่มี Contact ของเราจะเพิ่มเป็นเพื่อนใน Line ทันที

Hidden User : รายชื่อเพื่อนใน Line ที่เราทำการซ่อนเอาไว้

Block User : รายชื่อเพื่อนที่เราทำการ กีดกัน เพื่อนที่เรา Block ไว้เราจะไม่เห็นเค้าใน รายชื่อเพื่อนเค้าไม่สามารถส่งข้อความหาเราได้ แต่เค้าจะเห็นทุกการเปลี่ยนแปลงของเรานะจ๊ะ ฮ่าๆ

Privacy : ความเป็นส่วนตัวทุกอย่างจะอยู่ในนี้

Pass Code Lock : คือการใส่ Password ป้องกันผู้อื่นมาแอบใช้งาน Line ของเราครับ
Timeline : คือข่าวคราวของผองเพื่อนที่เรามีครับ โดยลักษณะคล้ายๆกับ Path นั่นเอง โดยเราสามารถไปกด Like หรือ Comment ได้ครับ
 
Line Application FAQ

1) วิธีสมัคร Line และเตรียมความพร้อมสำหรับเก็บรักษาข้อมูล

การเริ่มต้นใช้งาน Line นั้นหากท่านเริ่มใช้งานในครั้งแรกสิ่งที่ท่านต้องทำก็คือ.... ทำตามขั้นตอนของมันนั่นแหละครับ ใส่เบอร์โทรศัพท์ของท่าน รอรับ Message เพื่อรับเลข 4 หลักมาใส่เพื่อ Activate (หากไม่ได้รับ Message ก็น่าจะเป็นเพราะ Internet ของท่าน หรือ ระบบของ Line ขัดข้อง ให้กด Resend ได้ 2 ครั้ง ) จากนั้นก็เข้าไปตั้งชื่อ กดอณุญาติอะไรให้เรียบร้อยครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Line ก็คือ Set ID Line ของเราอย่างไร ? ไม่ยากครับให้เราไปที่ More > Setting > Profile > User ID ครับ แยกให้ออกนะครับ ระหว่าง Display Name กับ User ID เพราะมันคนละอันกันนะ ส่วน Public User ID นี่เราสามารถตั้งปิดหรือเปิดก็ได้ หากเราเปิดใช้งาน คนที่ทราบ Line User ID ของเราก็จะสามารถ Add เราได้ครับ ซึ่งหากปิดไว้ก็ Add ไม่ได้ โอเคนะเรื่อง ID

คำถามต่อไปเกี่ยวกับเรื่อง User ID Line นั่นก็คือ เราจะสามารถดู ID ของเพื่อนใน Line เราได้หรือไม่? คำตอบคือไม่ได้ครับ เราไม่สามารถทราบเบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ หรือข้อมูลต่างๆได้หากเค้าไม่บอกมาเอง

ลงทะเบียน email กับ Line app เพื่อเก็บรักษาข้อมูลของท่าน การลงทะเบียน email และใส่ password เป็นการสร้าง Line ID ด้วย email ครับ ซึ่งก็ต่างกันอีกครับกับ Line user ID เพราะเจ้า Line ID เนี่ยเอาไว้เข้าใช้งาน Line ในคอมพิวเตอร์หรือเข้าบันทึกข้อมูลของท่าน ซึ่งประกอบไปด้วย sticker ที่ซื้อไว้ รายชื่อเพื่อนใน Line และอื่นๆอีกมากมาย


2) วิธีการย้ายเครื่อง Line Application ที่ถูกต้อง

จะย้ายเครื่องอย่างไรให้ข้อมูลที่มีอยู่มาด้วยครบ? สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงทะเบียน email ครับ (หลายๆท่านน่าจะทำเป็นอยู่แล้ว ใครทำไม่เป็นไปตามอ่านที่นี่) ข้อควรระวังมีดังนี้ครับ

หากต้องการย้ายเครื่องให้กดเข้าใช้งานด้วย Line ID ในตอนเริ่มต้นเสมอ (Line ID คือ email ที่ลงทะเบียนไว้กับ Line) จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนของ Line นั่นคือใส่เบอร์โทรเดิม (เบอร์โทรเดิมเท่านั้น ห้ามเปลี่ยนเบอร์เด็ดขาด เพราะจะทำให้ข้อมูลหายหมดหากไม่ใส่เบอร์เดิม) แค่นี้ก็เรียบร้อยครับ

3) วิธีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ที่ลงทะเบียนไว้กับ Line Application

กรณีต้องการเปลี่ยนเบอร์ที่ลงทะเบียนไว้กับ Line ขั้นตอนก็ไม่ยากครับแต่หลายๆท่านไม่ทราบทำให้ข้อมูลหายหมด ก่อนอื่นเลยให้เราแน่ใจว่าเรา ลงทะเบียนอีเมล์กับ Line ไว้แล้ว ( และทราบ password ) จากนั้นให้เราลบ App Line ทิ้งแล้วโหลดมาใหม่ เข้าใช้งานด้วย Line ID (email ที่ลงทะเบียนเอาไว้) จากนั้นกดตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ (ค่อยๆทำหน่อยนะครับ อ่านกันหน่อยจะรีบไปไหนกัน) มาถึงขั้นตอนให้ใส่เบอร์โทรศัพท์ ให้เรายังไม่ต้องใส่ครับ ให้กดข้ามไป (Verify Later) นั่นเองครับจากนั้นก็ทำการทำทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน เช่นตรวจเช็คข้อมูลต่างๆว่าอยู่ครบมั้ย (ไม่ครบก็ไม่รู้ทำไงเหมือนกัน)

จากนั้นให้เราไปที่ More > Setting > Profile จะเห็นว่าด้านข้างรูป Profile ของเรามีปุ่มที่เขียนว่า register phone number ให้กดเข้าไปใส่เบอร์โทรใหม่ แล้วก็รอ message เลข 4 หลักมา Activate ต่อไปได้เลยครับ แค่นี้ก็จะเป็นการย้ายเครื่องย้ายเบอร์โดยสมบูรณ์แล้วครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Line Application

• อยากลบเพื่อนทำอย่างไร - ลบไม่ได้ครับ block ได้อย่างเดียว
• ออกจากลุ่มอย่างไร - ไปที่หน้า Friend เลือกกลุ่มที่ต้องการจะออก กดเข้าไปแล้วที่มุมขวาบนจะมีรูปเฟืองให้กด Leave Group
• เพื่อนต่างประเทศเล่น Line กับเราได้มั้ย - เล่นได้ถ้าเค้ามี Internet !!!
• Add เพื่อนจากเบอร์โทรศัพท์ได้มั้ย? - ได้ ให้เราบันทึกเบอร์ไว้ใน Contact จากนั้นไปที่ More > Setting > Friend > Contact > Auto Add Friend แล้วกดเครื่องหมายกลมๆ
• Chat กับเพื่อนไม่ได ทำอย่างไร - หาสัญญาณ Internet ก่อน
• BlackBerry โหลด sticker ได้มั้ย - หาก Line ของท่านไม่มี Sticker Shop แปลว่าโหลด sticker ไม่ได้
• จะรู้ได้อย่างไรว่าเพื่อนใน Line ของเรา online อยู่หรือเปล่า - รู้ไม่ได้ครับ
• แชร์ Location ในไลน์ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่นจริงๆใช่หรือไม่ - ใช่ครับ location ใน Line สามารถแชร์ที่ไหนก็ได้ ตัวไม่ต้องอยู่ก็แชร์ได้
• ค้นหาเพื่อนจาก ID แล้วขึ้นว่าถึงขีดจำกัด - อาจจะเป็นเพราะเค้าปิดการ add ด้วย ID เอาไว้หรือมีคน add เค้ามากขณะนั้น หรือคุณ add เพื่อนมากเกินไปให้รอใหม่ภายหลัง
• การตั้งกลุมใน Line หากเราไม่ได้ invite จะไม่มีใครทราบว่าเรามีกลุ่มนี้

ขอให้เล่นไลน์ด้วยความเพลิดเพลินและสร้างสรรค์นะครับ
   

1

1

1
 
 
ตรุษจีน วันสำคัญสำหรับครอบครัว [ atitony - 28 มกราคม 2557 ]

   
 
   
 

ตรุษจีน หนึ่งในเทศกาลสำคัญสำหรับครอบครัวไทยเชื้อสายจีน

 

“ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้”  แปลว่า “ปีใหม่นี้ขอให้ทุกอย่างสมหวัง ปีใหม่ขอให้ร่ำรวย”

ตรุษจีน เป็นเทศกาลที่สำคัญที่สุดของจีน เพราะชาวจีนถือว่า วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน เช่นเดียวกับสงกรานต์วันปีใหม่ไทย ดังนั้นชาวจีนจึงให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้เป็นอย่างยิ่ง และมีการเฉลิมฉลองทั่วโลกโดยเฉพาะชุมชนขนาดใหญ่ของคนเชื้อสายจีน ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็จะมีพิธีเฉลิมฉลองแตกต่างกันไป สำหรับปี 2557 นี้ วันตรุษจีนตรงกับวันที่ 31 มกราคม
ประวัติวันตรุษจีน
         

สำหรับที่มาของวันตรุษจีน นั้น เชื่อกันว่าประเพณีนี้มีมานานกว่าสี่พันปีแล้ว จัดขึ้นเพื่อฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ เดิมที่ไม่ได้เรียกว่าเทศกาลตรุษจีน แต่มีชื่อเรียกต่างกันตามยุคสมัย นั่นคือเมื่อ 2100 ปีก่อนคริสตศักราชจะเรียกว่า "ซุ่ย" ซึ่งมีความหมายถึงการโคจรครบหนึ่งรอบของดาวจูปิเตอร์ จนกระทั่งต่อมาในยุค 1000 กว่าปีก่อนคริสตศักราช เทศกาลตรุษจีนจะถูกเรียกว่า "เหนียน" หมายถึงการเก็บเกี่ยวได้ผลอุดมสมบูรณ์นั่นเอง
         

นอกจากนี้ วันตรุษจีน ยังมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "วันชุงเจ๋" ซึ่งหมายถึงเทศกาลดูใบไม้ผลิ หรือขึ้นปีเพาะปลูกใหม่ เพราะช่วงก่อนตรุษจีนนั้นตรงกับฤดูหนาว ไม่สามารถทำการเกษตรได้ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิที่มีอากาศเหมาะสมแก่การเพาะปลูก ชาวจีนจึงสามารถทำนา ทำสวน ได้อีกครั้งหลังจากผ่านพ้นฤดูหนาวมานั่นเอง
         

ส่วนการกำหนดวันตรุษจีนนั้น ตามประเพณีเทศกาลตรุษจีนจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 23 เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน ไปจนถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติของจีน และถือว่าคืนวันที่ 30 เดือน 12 เป็นวันส่งท้ายปีเก่า ส่วนวันที่ 1 เดือน 1 คือวันชิวอิก หมายถึงวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ

การเตรียมงานเพื่อการเฉลิมฉลองเทศกาลตรุษจีนนั้น จะเริ่มขึ้นตั้งแต่หนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) โดยผู้คนจะเริ่มซื้อข้าวของต่างๆ เพื่อประดับตกแต่งบ้านเรือน และเตรียมทำความสะอาดครั้งใหญ่ ตั้งแต่ชั้นบนลงชั้นล่าง เนื่องจากมีความเชื่อว่าจะเป็นการปัดกวาดสิ่งที่ไม่ดีออกไป ภายในบ้าน ทั้งประตู หน้าต่าง จะประดับประดาไปด้วยสีแดง และกระดาษสีแดงที่มีคำอวยพรให้อายุยืน ร่ำรวย อยู่ดีมีสุข ฯลฯ
         

จากนั้นครอบครัวจะร่วมรับประทานอาหารที่ล้วนแต่มีความหมายมงคลทั้งสิ้น เช่น กุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรืองและความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งความโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาหร่าย จะนำความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร หลังจากทานอาหารค่ำแล้ว ทุกคนในครอบครัวจะนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง

 

สัญลักษณ์ของ วันตรุษจีน    

นอกจากนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นสัญลักษณ์ของ วันตรุษจีน คือ "อั่งเปา " ซึ่งมีความหมายว่า "กระเป๋าแดง" หรือจะใช้คำว่า "แต๊ะเอีย" ซึ่งมีความหมายว่า "ผูกเอว" จากที่คนสมัยก่อนชอบร้อยเงินเป็นพวงผูกไว้ที่เอว โดยการให้อั่งเปานี้ คู่แต่งงานจะให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว จะออกมาจากบ้านเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ในหมู่ญาติ และด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า "Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป)

 

วันตรุษจีน ปี 2557
         

สำหรับวันตรุษจีน 2557 นี้ ตรงกับวันศุกร์ ที่ 31 มกราคม 2557 นั่นเอง ซึ่งวันตรุษจีนไม่ถือเป็นวันหยุดราชการนะ แต่ตามบริษัทห้างร้านของคนจีนอาจจะอนุญาตให้ลูกจ้างได้หยุดพักผ่อนอยู่กับบ้าน ถือเป็นวันหยุดพักผ่อนพิเศษสำหรับคนจีน ซึ่งก็แล้วแต่ว่าบริษัทไหน หรือร้านไหนจะกำหนดให้หยุดได้กี่วัน
วันจ่ายตรุษจีน 2557  
         

ตามธรรมเนียมของคนจีนแล้ว วันจ่าย หรือ ตื่อเส็ก จะเป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปหาซื้ออาหาร ผลไม้ เครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ มาเตรียมพร้อมไว้ ก่อนที่ร้านค้าต่าง ๆ จะหยุดยาวในช่วงวันตรุษจีน ซึ่งจะตรงกับวันก่อนวันสิ้นปี โดยในปี 2557 นี้ วันจ่ายตรุษจีนคือวันพุธ ที่ 29 มกราคม   
 

วันไหว้ตรุษจีน 2557
         

       

 

วันไหว้ของเทศกาลตรุษจีนก็คือ "วันสิ้นปี" ซึ่งจะเป็นวันที่มีการไหว้เทพเจ้าต่าง ๆ ด้วยอาหาร ผลไม้ เครื่องเซ่นไหว้ ฯลฯ ตามธรรมเนียมปฏิบัติ โดยในปี 2557 นี้ วันไหว้ตรุษจีน  คือ วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม

 

วันเที่ยวตรุษจีน 2557

วันเที่ยวสำหรับชาวจีนก็คือ "วันปีใหม่" หรือ "วันตรุษจีน" ซึ่งวันเที่ยวตรุษจีน 2557 คือ วันศุกร์ที่ 31 มกราคม นั่นเอง และเป็น "วันถือ" ด้วย โดยในวันนี้ชาวจีนจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สวยงาม พากันออกไปท่องเที่ยว และไปไหว้ขอพรญาติผู้ใหญ่ หรือผู้ที่เคารพรัก ชาวจีนจะถือว่าวันนี้เป็นวันแห่งสิริมงคล และงดทำบาปทั้งปวง


ขอบคุณ www.kapook.com

   
 
 
เช็คจุดควรรู้ นาทีฉุกเฉิน
[ bangkoksweet - 21 มกราคม 2557 ]

   
 
   
 

นับตั้งแต่วันที่ 13 มกราคม 2557 เป็นต้นมา กลุ่ม กปปส. ได้ตั้งเวทีชุมนุมการเมืองทั้งหมด 7 จุดทั่วกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย

1) ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ
2) ห้าแยกลาดพร้าว
3) อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
4) สี่แยกปทุมวัน
5) สี่แยกราชประสงค์
6) สี่แยกอโศก
7) ด้านหน้าสวนลุมพินี 

เวทีชุมนุมทั้ง 7 จุด ส่งผลกระทบทำให้ถนนบางสายต้องปิดชั่วคราว รถยนต์ส่วนตัวไม่สามารถวิ่งผ่านได้ ในกรณีมีผู้ป่วยฉุกเฉิน จำเป็นต้องได้รับการปฐมพยาบาลทันท่วงที หนังสือพิมพ์ไทยรัฐออนไลน์ โดย Infographic จึงได้จัดทำแผนผังแสดงจุดบริการประชาชน จุดปฐมพยาบาลพื้นฐาน และจุดจอดเฮลิคอปเตอร์ฉุกเฉิน ตามแผนผังข้างบนครับ

   
 
 
เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับแอพพลิเคชั่น Line สุดฮิต
[ atitony - 8 มกราคม 2557 ]

   
 
   
 

เครดิตข้อมูลจาก darkzphone

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ Application Line สุดฮิต

คำศัพท์ต่างๆที่ใช้ใน Application Line


Display Name : คือชื่อของเราที่เพื่อนจะสามารถมองเห็นในหน้า Friend List เราสามารถตั้งเองได้

What's Up : เหมือนเป็นการตั้งสถานะของเราให้เพื่อนเราได้รับทราบ

User ID : ID ของเราที่เราตั้งเอง เอาไว้ใช้ Add เพื่อนกับคนอื่น

Public User ID : หากเราตั้ง On เอาไว้จะทำให้ผู้อื่นสามารถเพิ่มเราเป็นเพื่อนได้ผ่านการ Add ID หากปิดไว้ เค้าจะหาเราไม่เจอ

Line ID : คือ email ที่เราทำการลงทะเบียนเอาไว้ใน Account > Email

My Sticker : คือ sticker ที่คุณสามารถโหลดมาใช้งานได้ตลอดเวลา ( อาจจะเพราะซื้อไว้แล้ว หรือ มีคนส่งให้ไว้แล้ว )

Purchase History : Sticker ที่คุณเลยซื้อเอาไว้แล้ว ( ไม่รวมกับที่มีคนส่งให้ )

Gift Box : Sticker ที่มีคนส่งให้ทั้งหลาย ( มาดูในนี้ก่อนโวยวายคนส่ง ว่ายังไม่ได้ sticker นะครับ )

Sticker Option : คือการปรับเปลี่ยน ย้ายที่ ลบออก sticker ต่างๆที่เราใช้อยู่ ( ที่เราสามารถกดส่งได้เลย )

Coins : เหรียญสำหรับส่ง sticker เป็น gift ให้กับผู้อื่น ( ไม่สามารถซื้อ coins แล้วส่ง gift ให้ตัวเองได้ !!! )

Notification : การแจ้งเตือนต่างๆ สามารถมาปรับได้ในนี้

Auto Add Friend : คือการดึงรายชื่อเพื่อนจาก Contact List ที่เรามี ( ทุกคนที่เรามี Contact List ) หลังจาก iOS 6 นั้นมีการดึงรายชื่อเพื่อนจาก Facebook เอาไว้ ซึ่งหากเราเปิดตรงนี้จะทำให้ Line ก็จะดึงรายชื่อเพื่อนใน Facebook เข้ามาเช่นกัน

Allow Other to Add : หากเปิด on เอาไว้คนที่มี Contact ของเราจะเพิ่มเป็นเพื่อนใน Line ทันที

Hidden User : รายชื่อเพื่อนใน Line ที่เราทำการซ่อนเอาไว้

Block User : รายชื่อเพื่อนที่เราทำการ กีดกัน เพื่อนที่เรา Block ไว้เราจะไม่เห็นเค้าใน รายชื่อเพื่อนเค้าไม่สามารถส่งข้อความหาเราได้ แต่เค้าจะเห็นทุกการเปลี่ยนแปลงของเรานะจ๊ะ ฮ่าๆ

Privacy : ความเป็นส่วนตัวทุกอย่างจะอยู่ในนี้

Pass Code Lock : คือการใส่ password ป้องกันผู้อื่นมาแอบใช้งาน Line ของเราครับ

Timeline : คือข่าวคราวของผองเพื่อนที่เรามีครับ โดยลักษณะคล้ายๆกับ Path นั่นเอง โดยเราสามารถไปกด Like หรือ Comment ได้ครับ
 

Line Application FAQ

1) วิธีสมัคร Line และเตรียมความพร้อมสำหรับเก็บรักษาข้อมูล

การเริ่มต้นใช้งาน Line นั้นหากท่านเริ่มใช้งานในครั้งแรกสิ่งที่ท่านต้องทำก็คือ ... ทำตามขั้นตอนของมันนั่นแหละครับ ใส่เบอร์โทรศัพท์ของท่าน รอรับ Message เพื่อรับเลข 4 หลักมาใส่เพื่อ Activate (หากไม่ได้รับ Message ก็น่าจะเป็นเพราะ Internet ของท่าน หรือ ระบบของ Line ขัดข้อง ให้กด Resend ได้ 2 ครั้ง) จากนั้นก็เข้าไปตั้งชื่อ กดอนุญาตอะไรให้เรียบร้อยครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Line ก็คือ Set ID Line ของเราอย่างไร? ไม่ยากครับให้เราไปที่ More > Setting > Profile > User ID ครับ แยกให้ออกนะครับ ระหว่าง Display Name กับ User ID เพราะมันคนละอันกันนะ ส่วน Public User ID นี่เราสามารถตั้งปิดหรือเปิดก็ได้ หากเราเปิดใช้งาน คนที่ทราบ Line User ID ของเราก็จะสามารถ Add เราได้ครับ ซึ่งหากปิดไว้ก็ Add ไม่ได้ โอเคนะเรื่อง ID

คำถามต่อไปเกี่ยวกับเรื่อง User ID Line นั่นก็คือ เราจะสามารถดู ID ของเพื่อนใน Line เราได้หรือไม่? คำตอบคือไม่ได้ครับ เราไม่สามารถทราบเบอร์โทรศัพท์ อีเมล์ หรือข้อมูลต่างๆได้หากเค้าไม่บอกมาเอง

ลงทะเบียน email กับ Line app เพื่อเก็บรักษาข้อมูลของท่าน การลงทะเบียน email และใส่ password เป็นการสร้าง Line ID ด้วย email ครับ ซึ่งก็ต่างกันอีกครับกับ Line User ID เพราะเจ้า Line ID เนี่ยเอาไว้เข้าใช้งาน Line ในคอมพิวเตอร์หรือเข้าบันทึกข้อมูลของท่าน ซึ่งประกอบไปด้วย sticker ที่ซื้อไว้ รายชื่อเพื่อนใน Line และอื่นๆอีกมากมาย


2) วิธีการย้ายเครื่อง Line Application ที่ถูกต้อง

จะย้ายเครื่องอย่างไรให้ข้อมูลที่มีอยู่มาด้วยครบสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การลงทะเบียน email ครับ ( หลายๆท่านน่าจะทำเป็นอยู่แล้วใครทำไม่เป็นไปตามอ่าน ที่นี่ ) ซึ่งข้อควรระวังมีดังต่อไปนี้ครับ

• หากต้องการย้ายเครื่องให้กดเข้าใช้งานด้วย Line ID ในตอนเริ่มต้นเสมอ ( Line ID คือ email ที่ลงทะเบียนไว้กับ Line ) จากนั้นก็ทำตามขั้นตอนของ Line นั่นคือใส่เบอร์โทรเดิม ( เบอร์โทรเดิมเท่านั้น ห้ามเปลี่ยนเบอร์เด็ดขาด เพราะจะทำให้ข้อมูลหายหมดหากไม่ใส่เบอร์เดิม ) แค่นี้ก็เรียบร้อยครับ

3) วิธีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ ที่ลงทะเบียนไว้กับ Line Application

• กรณีต้องการเปลี่ยนเบอร์ที่ลงทะเบียนไว้กับ Line ขั้นตอนก็ไม่ยากครับแต่หลายๆท่านไม่ทราบทำให้ข้อมูลหายหมด ก่อนอื่นเลยให้เราแน่ใจว่าเรา ลงทะเบียนอีเมล์กับ Line ไว้แล้ว ( และทราบ password ) จากนั้นให้เราลบ App Line ทิ้งแล้วโหลดมาใหม่ เข้าใช้งานด้วย Line ID ( email ที่ลงทะเบียนเอาไว้ ) จากนั้นกดตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ ( ค่อยๆทำหน่อยนะครับ อ่านกันหน่อยจะรีบไปไหนกัน ) มาถึงขั้นตอนให้ใส่เบอร์โทรศัพท์ ให้เรายังไม่ต้องใส่ครับ ให้กดข้ามไป  (Verify Later) นั่นเองครับจากนั้นก็ทำการทำทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อน เช่นตรวจเช็คข้อมูลต่างๆ ว่าอยู่ครบมั้ย ( ไม่ครบก็ไม่รู้ทำไงเหมือนกัน )

จากนั้นให้เราไปที่ More > Setting > Profile จะเห็นว่าด้านข้างรูป Profile ของเรามีปุ่มที่เขียนว่า Register Phone Number ให้กดเข้าไปใส่เบอร์โทรใหม่ แล้วก็รอ Message เลข 4 หลักมา Activate ต่อไปได้เลยครับ แค่นี้ก็จะเป็นการย้ายเครื่องย้ายเบอร์โดยสมบูรณ์แล้วครับ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Line Application

• อยากลบเพื่อนทำอย่างไร - ลบไม่ได้ครับ block ได้อย่างเดียว
• ออกจากลุ่มอย่างไร - ไปที่หน้า Friend เลือกกลุ่มที่ต้องการจะออก กดเข้าไปแล้วที่มุมขวาบนจะมีรูปเฟืองให้กด Leave Group
• เพื่อนต่างประเทศเล่น Line กับเราได้มั้ย - เล่นได้ถ้าเค้ามีอินเตอร์เน็ต !!!
• Add เพื่อนจากเบอร์โทรศัพท์ได้มั้ย - ได้ ให้เราบันทึกเบอร์ไว้ใน
Contact จากนั้นไปที่ More > Setting > Friend > Contact > Auto Add Friend แล้วกดเครื่องหมายกลมๆ
• Chat กับเพื่อนไม่ได ทำอย่างไร - หาสัญญาณ Internet ก่อน
• BlackBerry โหลด sticker ได้มั้ย - หาก Line ของท่านไม่มี Sticker Shop แปลว่าโหลด sticker ไม่ได้
• จะรู้ได้อย่างไรว่าเพื่อนใน Line ของเราออนไลน์อยู่หรือเปล่า - รู้ไม่ได้ครับ
• แชร์ Location ในไลน์ไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่นจริงๆใช่หรือไม่ - ใช่ครับ location ใน Line สามารถแชร์ที่ไหนก็ได้ ตัวไม่ต้องอยู่ก็แชร์ได้
• ค้นหาเพื่อนจาก ID แล้วขึ้นว่าถึงขีดจำกัด - อาจจะเป็นเพราะเค้าปิดการ add ด้วย ID เอาไว้หรือมีคน add เค้ามากขณะนั้น หรือคุณ add เพื่อนมากเกินไปให้รอใหม่ภายหลัง
• การตั้งกลุมใน Line หากเราไม่ได้ Invite จะไม่มีใครทราบว่าเรามีกลุ่มนี้


ขอให้เล่นไลน์อย่างมีความสุขและสร้างสรรค์นะครับ

   
 
 
เอไอเอสยิ้มหวานวันเด็ก 2557 [ bangkoksweet - 8 มกราคม 2557 ]

   
 
   
 

เอไอเอส ยิ้มหวานวันเด็ก ปี 2557 ตอน 'เด็กไทย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม'

ทุกปีในวันเด็กแห่งชาติ เอไอเอสจะจัดงานวันเด็กขึ้นสำหรับน้องๆที่มีความบกพร่องทางร่างกาย เช่น พิการทางสมอง โปลิโอ หรือออทิสติก โดยมีกิจกรรมสนุกสนานมากมายเช่น บ้านลม เวิร์คช็อปสร้างบ้านจากไม้ไอติม กิจกรรมระบายสี การแสดงบนเวทีจากน้องๆและพี่ๆเอไอเอส และมายากลโดยลุงโบโซ่ ซึ่งให้เกียรติมาเป็นพิธีกรให้เด็กๆตลอดงานนี้

งานเอไอเอส ยิ้มหวานวันเด็ก ปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2557 ชื่อตอน 'เด็กไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม' คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกออทิสติกหรือพิการทางร่างกาย สามารถเข้าร่วมงานนี้ได้ฟรีนะครับ

กำหนดการกิจกรรม เอไอเอสยิ้มหวานวันเด็ก สานรักเพื่อน้องพิการ ประจำปี 2557

วันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2557
ณ ลานจอดรถ อาคารอินทัช ถนนพหลโยธิน

8.00 น.    - น้องๆลงทะเบียน
              - กิจกรรมเวิร์คช้อป
              - เครื่องเล่นบ้านลม / กิจกรรมเกม
              - พี่โบโซ่ทักทายน้องๆ
 
9.00 น.    - เริ่มกิจกรรมบนเวที โดย...
              - การแสดงต้อนรับจากพี่ๆ เอไอเอส
              - พิธีเปิดกิจกรรม โดย คุณวิไล เคียงประดู่
                ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโสส่วนงานประชาสัมพันธ์ เอไอเอส
              - ถ่ายภาพร่วมกัน
              - การแสดงจากน้องๆ
              - มอบรางวัลบนเวที 
              - กิจกรรมเกมบนเวที   
              - รับประทานอาหารกลางวัน (โต๊ะจีน)
              - มินิคอนเสิร์ตจาก พี่ๆ เอไอเอส 

11.30 น.  - พิธีกรกล่าวขอบคุณน้องๆ และปิดงาน
             - น้องๆและคุณครู ผู้ปกครอง รับของที่ระลึก
             - เดินทางกลับ
 

พบกันวันเด็กนะครับ

 

   
 
 
ทำสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นจะเวียนกลับมาหาเรา [ bangkoksweet - 4 กุมภาพันธ์ 2554 ]

   
   
   
 

เรื่องดีๆจากสก๊อตแลนด์

ชาวนาชาวสก๊อตแลนด์คนหนึ่งเกิดในตระกูลเฟลมมิ่งที่ยากจน วันหนึ่งขณะทำงานอยู่ในไร่เขาได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากหนองน้ำใกล้ๆ ชาวนาทิ้งงานที่เขากำลังทำอยู่แล้ววิ่งไปที่ต้นเสียงทันที

ที่นั่นเขาพบเด็กชายคนหนึ่งตกลงไปในหนองน้ำ สภาพจมอยู่ในปลักโคลนครึ่งตัวและกำลังจมลงเรื่อยๆ  เขาพยายามดิ้นรนและส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลืออย่างน่าเวทนา ชาวนาช่วยชีวิตเขาไว้ได้ทันเวลา

วันรุ่งขึ้น รถม้าสวยหรูคันหนึ่งวิ่งมาจอดที่หน้ากระท่อมของชาวนา สุภาพบุรุษแต่งตัวดีจากตระกูลขุนนางท่านหนึ่งลงจากรถม้าแล้วแนะนำตัวว่า เขาเป็นพ่อของเด็กหนุ่มที่ชาวนาช่วยไว้เมื่อวานนี้

“ผมอยากตอบแทนคุณ“ สุภาพบุรุษเอ่ยขึ้น  “คุณช่วยชีวิตลูกชายผม”

“สิ่งที่ผมทำลงไป ผมทำโดยไม่ต้องการเงินตอบแทนใดๆ” ชาวนาตอบพร้อมกับโบกมือปฏิเสธ ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ลูกชายของชาวนาเดินออกมาที่ประตูกระท่อม

“นี่ลูกชายของคุณหรือ?”  สุภาพบุรุษถาม

“ใช่”  ชาวนาตอบอย่างภูมิใจ

“เอาอย่างนี้มั้ย ขอให้ผมมอบการศึกษาให้กับลูกชายของคุณเหมือนกับที่ผมหยิบยื่นให้ลูกชายผม  หากเด็กหนุ่มผู้นี้เป็นเหมือนคุณพ่อของเขา ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาจะเติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มที่เราทั้งสองคนจะภูมิใจ”

และเขาก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ลูกชายชาวนาตระกูลเฟลมมิ่งได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่ดีที่สุด เขาสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์เซ็นต์แมรี่ (Saint Mary’s Hospital Medical School) ในกรุงลอนดอน และได้สร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกในนามของเซอร์ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง (Sir Alexander Fleming)  ผู้คิดค้นยาเพนนิซิลิน (Penicillin)

หลายปีต่อมา บุตรของสุภาพบุรุษฐานะดีที่รอดชีวิตจากหนองน้ำต้องเผชิญเคราะห์ร้ายอีกครั้ง คราวนี้เขาถูกโรคนิวโมเนียเล่นงาน

ทายสิว่าครั้งนี้เขารอดชีวิตได้อย่างไร?  เพนนิซิลินครับ

สุภาพบุรุษฐานะดีผู้เป็นพ่อคือ ลอร์ด แรนดอล์ฟ เชอร์ชิล (Lord Randolph Churchill) ส่วนลูกชายของเขาที่รอดชีวิตมาได้สองครั้งสองครา มีชื่อว่าเซอร์ วินสตัน เชอร์ชิล (Sir Winston Churchill)  นายกรัฐมนตรีผู้ยิ่งใหญ่ชาวอังกฤษ  ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ใครบางคนเคยพูดไว้ว่า ทำสิ่งใดไว้ สิ่งนั้นก็จะเวียนกลับมาหาเรา


จงทำงานเหมือนคุณไม่สนใจอามิสสินจ้าง
จงรักผู้อื่นเหมือนคุณไม่เคยเจ็บปวดเรื่องความรักมาก่อน
จงเต้นรำเหมือนไม่มีใครมองคุณอยู่
จงร้องเพลงเหมือนไม่มีใครฟัง
และจงใช้ชีวิตเหมือนโลกนี้คือสวรรค์ของคุณ !!

   
   
 
 
คู่บ่าวสาวไทย ฉลองสมรสวันวาเลนไทน์ทั่วประเทศ [ somphop - 7 กุมภาพันธ์ 2554 ]

   
 
   
 

ใกล้ถึงเทศกาลวันแห่งความรัก 14 กุมภา วันที่คู่บ่าวสาวหลายคนถือฤกษ์งามยามดีประกาศเป็นคู่สมรสอย่างเป็นทางการ มาดูกันว่าปีนี้จังหวัดต่างๆเค้าจัดงานวิวาห์วันวาเลนไทน์กันอย่างไร
ถ้าเป็นคุณจะเลือกแต่งที่ไหน? Theme ไหนที่โดนใจคุณมากที่สุด? คลิกไปดูที่ลิ้งค์นี้ได้เลยครับ

http://travel.kapook.com/view21218.html

 

   
   
   
 
 
วันเด็ก... สนุกแล้วต้อง เตรียมตัวให้พร้อม! [ Nutty Profes - 6 มกราคม 2554 ]

   
 
   
 

วันเด็ก… สนุกแล้วต้องเตรียมตัวให้พร้อม!

วันเด็กปีนี้ พาลูกๆไปสนุกสนานเที่ยวเล่นกันแล้ว อย่าลืมถามตัวเองว่าอีก 10-20 ปีข้างหน้าลูกของคุณจะสามารถรักษาเอกราชและความเป็นชาติไทยร่วมกับเด็กไทยคนอื่นๆได้หรือไม่?

โอว... ช่างเป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่จริงๆ



ร้อยปีที่แล้ว...
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากการค้าระหว่างประเทศไว้ดังนี้


    “บัดนี้การติดต่อระหว่างประเทศทั่วโลกมีมากขึ้นแล้ว... ความต้องการแลกเปลี่ยนสินค้ากระทำให้นานาประเทศคบหาสมาคมกัน อันเป็นเหตุให้ความรู้ทั้งฝ่ายวิชาและศิลปะการทำด้วยฝีมือต้องหันไปหาสิ่งที่ถูกที่ดี และที่ได้ประโยชน์ยิ่ง... เพราะเหตุความเป็นไปของประเทศบ้านเมืองได้เปลี่ยนมาฉะนี้ จึงจำเป็นต้องคิดบำรุงศิลปะวิชาการทั้งปวงของเราให้เจริญขึ้น ป้องกันไม่ให้เสื่อมทรามลงไปด้วยอำนาจที่ต้องแข่งขันกับเขาอื่น ความทำนุบำรุงและป้องกันเช่นนี้ ก็ได้แต่รีบจัดการฝึกหัดสั่งสอนกันให้เกิดความรู้ และความสามารถยิ่งยวดขึ้น...”
 

ปัจจุบัน...

ผลการศึกษาเปรียบเทียบสมรรถนะการศึกษาไทยในเวทีสากล พศ. 2552 โดยใช้ดัชนีของสถาบันเพื่อพัฒนาการจัดการหรือ International Institute for Management Development (IMD) พบว่าความสามารถทางภาษาอังกฤษของเด็กไทยติดอันดับ 51 จาก 57 ประเทศทั่วโลก  

เด็กไทยวันนี้ ไม่สามารถแข่งกับเยาวชนต่างชาติได้แล้ว !?

อีก 5 ปีข้างหน้า (พศ.2558) เมื่อปฏิญญา Asian Economic Community ถูกประกาศใช้เต็มตัวใน 10 ประเทศอาเซียน หนุ่มสาวชาวสิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ จะเข้ามาหางานทำในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ลูกๆของเรามีคุณสมบัติพร้อมที่จะสมัครงานแข่งกับคนต่างชาติเหล่านั้น?  


ปัญหาสุขภาพ
ชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กไทยปัจจุบันแตกต่างไปจากสมัยที่คุณพ่อคุณแม่ยังเด็ก และแทบจะไม่มีอะไรเหมือนกับเด็กสมัยคุณปู่และคุณย่า เริ่มตั้งแต่นิสัยการกินที่เปลี่ยนไป เด็กยุคดิจิตอลชอบทานของขบเคี้ยวประเภทมันฝรั่งทอด แป้งกรอบอบชีส และอาหาร fast food ชนิดไขมันสูง โดยเฉพาะแฮมเบอร์เกอร์ ไก่ทอด พิซซ่า และเฟร้นช์ฟราย ทำให้เด็กไทยมีโอกาสเป็นโรคอ้วนมากขึ้น และมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจจากหลอดเลือดอุดตัน  

เมื่อมีเวลาว่าง เด็กรุ่นใหม่ชอบอยู่แต่ในห้องปรับอากาศ นั่งหน้าจอโทรทัศน์ เล่นเกมคอมพิวเตอร์ แช้ทหรือ MSN ทางโทรศัพท์มือถือ เมื่อออกนอกบ้านก็ไปเดินศูนย์การค้าหรือเข้าโรงเรียนกวดวิชา

พวกเขาไม่นิยมการออกกำลังกาย !!

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพ่อแม่ใช้ชีวิตคนเมือง ชอบอยู่แต่ในบ้านหรือไปเดินศูนย์การค้า ไม่ค่อยทำกิจกรรมกลางแจ้งเพราะกลัวเหนื่อยและร้อน ลูกๆจึงทำตามอย่างพ่อแม่ ผิดกับเด็กๆสมัยก่อนที่มีโอกาสวิ่งเล่นกลางแจ้ง ได้แสงแดดและอากาศบริสุทธิ์ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรค ถึงจะปวดหัวตัวร้อนไม่กี่วันก็หาย ในขณะที่เด็กไทยรุ่นใหม่มักมีปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะปัญหาโรคอ้วน ภูมิแพ้  น้ำมูกไหล-ไอจามบ่อย อ่อนเพลียง่าย เป็นโรคออทิสติก สมาธิสั้น เด็กผู้หญิงมีประจำเดือนเร็วตั้งแต่อายุ 10 ขวบทำให้สูงช้าลง


ปัญหาเรื่องสติปัญญา
เด็กไทยเรียนเยอะ แต่ไอคิวต่ำกว่าเด็กเพื่อนบ้าน

ผลการวิจัยโครงการศึกษาแนวโน้มการจัดการศึกษาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ร่วมกับนานาชาติ ปี 2550 (TIMSS 2007) ดำเนินการโดย สสวท. พบว่า นักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 สอบวิชาคณิตศาสตร์ได้ 441 คะแนนซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่นานาชาติกำหนดไว้ 500 คะแนน ส่วนวิชาวิทยาศาสตร์นั้นสอบได้ 470  คะแนน ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่กำหนดไว้ที่ 500 คะแนนเช่นกัน

ไอคิวเฉลี่ยของเด็กในระดับมาตรฐานสากลอยู่ที่ 90-110 จุด ในโลกนี้มี 66 ประเทศที่ระดับไอคิวได้ตรงตามเกณฑ์มาตรฐาน เด็กไทยมีไอคิวอยู่ที่ 91 ในขณะที่เด็กฮ่องกงและสิงคโปร์มีระดับไอคิวอยู่ที่ 108 เกาหลีเหนือและเกาลีใต้อยู่ที่ 106 ญี่ปุ่น จีน และไต้หวันอยู่ที่ 105 อิตาลีอยู่ที่ 102 ไอซ์แลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ และมองโกเลีย เฉลี่ยอยู่ที่ 101

ระดับความรู้ทางวิชาการของเด็กไทยต่ำกว่าทุกประเทศที่กล่าวมา !!


ปัญหาสังคม
ปี 2553 เด็กผู้หญิงไทยอายุระหว่าง 15-19 ปี ครองแชมป์คุณแม่วัยเยาว์อันดับหนึ่งในเอเชีย และเป็นอันดับสองของโลก เกินกว่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด นอกจากนี้ยังพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า มีแม่อายุต่ำสุดในบ้านพักเด็กฯ อายุเพียง 9 ขวบ และแม่อายุต่ำกว่า 15 ปีมีจำนวนเพิ่มจากปีที่แล้วจาก 2,000 คน เป็นกว่า 3,000 คนในปี 2553

เด็กผู้ชายไทยก็ไม่น้อยหน้าครับ ปีที่แล้ว 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ติดยาเสพติดประเภทยาบ้าเป็นวัยรุ่นอายุ 15-19 ปี  รายงานจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยเยล ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันธัญญารักษ์  (http://www.thairath.co.th/ content/edu/96271) ระบุว่าประเทศไทยมีผู้ใช้ยาบ้ามากที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของโลก !!


อ่านถึงตรงนี้ คุณคิดว่าลูกหลานของเราพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดงานกับเด็กชาวต่างชาติที่จะมาหางานทำในเมืองไทยหรือไม่?

ยากครับ !! ยังห่างเขาอยู่หลายขุม ไม่นับว่าเด็กเราอ่อนเรื่องระเบียบวินัย ขาดความเข้มแข็งทางร่างกาย และความอดทนทางจิตใจอีกต่างหาก  

พูดตรงๆคืออ่อนทั้งไอคิว (Intelligence Quotient) และอีคิว (Emotional Quotient)  

น่าเป็นห่วงจริงๆครับ !!!


สนุกได้แต่ต้องมีเป้าหมาย
ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังพาลูกๆไปเที่ยวเนื่องในวันเด็กแห่งชาติวันเสาร์นี้ โปรดรำลึกถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ขอให้ชนรุ่นหลังอย่างพวกเราป้องกันไม่ให้ศิลปะวิชาการของคนไทยเสื่อมทรามลงไปด้วยอำนาจที่ต้องแข่งขันกับประเทศอื่น  

    ถ้าเราไม่อยากเห็นคนต่างชาติแอบจดลิขสิทธิ์ข้าวหอมมะลิและสมุนไพรของเรา...
    

    ไม่อยากเห็นธุรกิจของประเทศไทยถูกคนต่างชาติ take over ทีละอย่างๆ  จนไม่เหลืออัตลักษณ์
    ของตนเอง

    และไม่อยากเสียรู้เพื่อนบ้านที่อ้างว่าผืนแผ่นดินที่ยื่นอยู่บนชะง่อนเขา บนเส้นแบ่งพรมแดนของ 
    สองประเทศนั้นเป็นของเขา !!

ก็ต้องช่วยกันสั่งสอนและบ่มเพาะลูกหลานเสียใหม่ เริ่มจากการกินที่ถูกต้อง ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันโรค ฝึกจิตใจให้อดทนอดกลั้น ขยันหมั่นเพียรเรื่องการเรียนเพื่อพัฒนาสมอง โดยเฉพาะเรื่องภาษา และปลูกจิตสำนึกเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันปัญหาวัยรุ่นที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในสังคม  

การเตรียมความพร้อมให้ลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและเก่ง มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้นั้น เป็นงานของพ่อแม่ครับ  

โรงเรียนและคุณครูเป็นเพียงผู้ช่วยเราเท่านั้น

ถ้าลูกเรียนไม่เก่ง หรือเรียนจบแล้วหางานทำไม่ได้ อย่าไปโทษสถานศึกษาเลยครับ

อนาคตของลูกอยู่ที่พ่อแม่เตรียมความพร้อมทางร่างกาย จิตใจ ปัญญา และภูมิคุ้มกันไว้แค่ไหนต่างหาก 

..........................
.


ในโอกาสวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ผมขอเชื้อเชิญคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลายตั้งปณิธานร่วมกันว่า เราจะพัฒนาลูกๆของเราให้เป็นคนดี มีศีลธรรมและจริยธรรม เป็นลูกที่ดีของครอบครัว เป็นนักเรียนที่ดีของโรงเรียน เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ และที่สำคัญคือพัฒนาให้เขามีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และปัญญา สามารถแข่งขันกับเด็กจากประเทศอื่นได้ เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของลูกๆ ขอให้มีความฉลาดหลักแหลมสามารถรักษาศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และวิชาการความรู้ของคนไทยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต ไม่ให้เสื่อมทรามลงไปหรือตกไปเป็นของคนชาติอื่น ขอให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการแข่งขันทัดเทียมอารยประเทศ สมดั่งที่พระพุทธเจ้าหลวงทรงมีสายพระเนตรยาวไกล ทรงพัฒนาและส่งเสริมคนไทยให้เตรียมพร้อมมาตั้งแต่ร้อยกว่าปีที่แล้ว

คนรุ่นเราทำประเทศเสียหายไว้เยอะ ดังนั้นต้องฝึกรุ่นลูกหลานให้ทำได้ดีกว่าเรา !!

คืนวันเด็กปีนี้ มาร่วมกันสวดมนต์และอธิษฐานให้ลูกหลานของเรา “เก่ง” และ “เฮง” นะครับ...


Nutty Professor

   
   
   
   
   
   
   
   
 
 
ปีใหม่แล้ว อยากเปลี่ยนอะไรมากที่สุด?
[ bangkoksweet - 24 ธันวาคม 2553 ]

   
 
   
   
  ปีใหม่แล้ว อยากเปลี่ยนอะไรมากที่สุด?

    ที่อเมริกา หนึ่งในคำถามยอดฮิตในช่วงเทศกาลปีใหม่ก็คือ What is your New Year’s resolution? แปลว่าปีใหม่นี้คุณตั้งใจจะทำหรือเปลี่ยนอะไรมากที่สุด ส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับนิสัยและชีวิตความเป็นอยู่ของคนๆนั้น


    ผมลองค้นหาผลสำรวจสิ่งที่คนไทยอยากทำหรืออยากเปลี่ยนตัวเองในเทศกาลปีใหม่ ๒๕๕๔ แต่ยังหาไม่พบ (สงสัยเอแบคโพลกับดุสิตโพลคงยังสำรวจไม่เสร็จ!) ไปเจอผลสำรวจของคนอเมริกันแทนครับ เป็นสิบอันดับที่คนอเมริกันอยากทำหรืออยากเปลี่ยนแปลงตัวเองมากที่สุดเมื่อขึ้นปีใหม่ สำรวจที่เมือง Pittsburgh สหรัฐอเมริกาเมื่อเร็วๆนี้ ประกอบด้วย...

    อันดับ 1 : อยากมีเวลาให้ครอบครัวและเพื่อนมากขึ้น
    อันดับ 2 : อยากไปฟิตเนส หมายถึงตั้งใจออกกำลังกายอย่างจริงจัง
    อันดับ 3 : ลดน้ำหนัก (คนอเมริกันหลายคนคิดว่าตนเองอ้วน)
    อันดับ 4 : เลิกบุหรี่
    อันดับ 5 : เลิกเหล้า
    อันดับ 6 : มีความสุขกับชีวิต (อย่าบ้างานเกินไป)
    อันดับ 7 : เคลียร์หนี้สิน
    อันดับ 8 : เรียนรู้อะไรใหม่ๆ
    อันดับ 9 : ช่วยเหลือผู้อื่น
    อันดับ 10 : จัดระเบียบตัวเอง (เช่นจัดโต๊ะทำงานให้เป็นระเบียบ จัดบ้านให้น่าอยู่ขึ้น)

    ถ้าถามคนไทยก็คงจะได้คำตอบคล้ายกัน อาจมีเพิ่มเติมว่า “อยากเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่” “อยากเป็นสามีที่ดีของภรรยา” และ “อยากทำความดีเพื่อสังคม” ซึ่งคล้ายกับข้อ 9

    การรู้ว่าตัวเองมี resolution อะไรในปีใหม่นี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีครับ แต่เมื่อเริ่มลงมือทำ คนส่วนใหญ่มักไปไม่ถึงเป้า โดยเฉพาะเรื่องเลิกบุหรี่ เลิกเหล้า และลดน้ำหนัก เพราะเป็นเรื่องที่ต้องใช้กำลังใจขั้นเทพ  

    ในพุทธศาสนา มีหลักธรรมที่เรียกว่า “อิทธิบาทสี่” หมายถึงเครื่องมือที่ช่วยให้บรรลุถึงความสำเร็จตามที่บุคคลนั้นตั้งใจไว้ ประกอบด้วย

    1) ฉันทะ คือความพอใจรักใคร่ในสิ่งที่ตัวเองทำ
    2) วิริยะ คือความมุ่งมั่นพากเพียรทำงานนั้น
    3) จิตตะ คือความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งที่ทำ
    4) วิมังสา คือความคิดใคร่ครวญ ทบทวนเหตุและผลในสิ่งนั้น รวมถึงการจดบันทึก วิเคราะห์ ทบทวนสิ่งที่ได้ทำไปแล้ว ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมและปรับปรุงวิธีการทำงาน (หรือปรับปรุงตนเอง) ให้ดีขึ้น

    บุคคลสองท่านที่เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้นำหลักธรรมอิทธิบาทสี่มาใช้ในการทำงานจนประสบความสำเร็จ เป็นประโยชน์เอนกอนันต์ให้กับประเทศของเรา คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา


    สำหรับผมนั้น หนึ่งใน resolution ที่ตั้งใจไว้ในปีใหม่นี้คือออกกำลังกาย พูดอีกอย่างนึงก็คือ ’ลดเอว’


    ผมลองนำอิทธิบาทสี่มาวิเคราะห์ตัวเอง พบว่าที่ผ่านมาผมมีฉันทะคือพอใจที่จะออกกำลังกาย ไม่ได้ถูกใครบังคับ แต่ขาดวิริยะคือไม่ได้มุ่งมั่นพากเพียรเท่าที่ควร ส่วนจิตตะนั้นมีอยู่ทุกวัน มักมีความคิดแว่บขึ้นมาเสมอว่าเราต้องไปออกกำลังกายแล้วนะ (แต่เอาเข้าจริงก็ไปไม่ถึงฟิตเนสซะที!) แล้วก็ยังมีวิมังสาอีกด้วยคือคิดทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราจึงออกกำลังกายแบบขาดๆหายๆ?!

    สรุปว่าผมต้องเพิ่มความมุ่งมั่นพากเพียร ถึงฝนจะตกแดดจะออกอย่างไรก็ต้องลากตัวเองไปฟิตเนสให้ได้ และทำให้ได้ติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือน เช่นนี้ผมก็น่าจะบรรลุความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้   

    ปีใหม่นี้ ใครที่มีอิทธิบาทสี่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแค่ทบทวนและตั้งเป้าหมายว่าปีนี้อยากทำอะไร ก็น่าจะสำเร็จได้ไม่ยาก

    แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหน ลองกลับไปดู list สิบอันดับของคนอเมริกันดูก่อนก็ได้ครับ เลือกข้อที่คุณมี ‘ฉันทะ’ ที่จะทำในสิ่งนั้น แล้วลงมือทำเลย

    อะไรที่ดีสำหรับคุณ หรือคนที่คุณรัก ทำเลยครับ ไม่ต้องคิดมาก

    ผมขอเอาใจช่วยให้คุณประสบความสำเร็จใน New Year’s resolution ที่ตั้งใจไว้นะครับ



เว็บมาสเตอร์สานรัก
   
   
   
   
 
 
Countdown 2011 นับถอยหลังที่ไหนดี? สานรักขอแนะนำจุดเคาท์ดาวน์สุดยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ จากเชียงใหม่ถึงภูเก็ต จากพัทยาถึงสกลนคร
[ bangkoksweet - 22 ธันวาคม 2553 ]

   
  แนะนำสถานที่จัดงาน Countdown 2011‏ งานปีใหม่ 2554 ทั่วไทย

ใกล้เทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ วางแผนกันหรือยังครับว่าจะไปเที่ยวไหนในช่วงวันหยุดยาวนี้  หากใครยังไม่รู้จะไปเที่ยวที่ไหนดี วันนี้เว็บสานรักขอแนะนำสถานที่จัดงาน Countdown 2011‏ ทั่วประเทศไทยมาให้คุณเลือก ตั้งแต่เชียงใหม่จนถึงภูเก็ต พัทยาถึงสกลนคร สะดวกที่ไหนก็ไปที่นั่นนะครับ ขอให้เที่ยวอย่างสนุก มีความสุขและปลอดภัย อย่าลืมดูแลสมาชิกครอบครัวและเพื่อนร่วมเดินทางด้วยนะครับ
   
 
   
 
1) Pattaya Countdown 2011
เมืองพัทยากำหนดจัดงาน Pattaya Countdown 2011 เฉลิมฉลองอย่างจุใจ 7 วัน 7 คืน เคาท์ดาวน์ที่ยาวนานและยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
   
   
     
   
 

2) Hands Bangkok Countdown 2010
จัดขึ้นในวันที่ 31 ธันวาคม 2553 เวลา 18:00-01:00 น. ณ บริเวณลานหน้าศูนย์การค้า Central World ถนนราชดำริ สี่แยกราชประสงค์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

   
   
 
   
 

3) Night Paradise Hatyai Countdown 2011
ร่วมพิธีเปิดสุดอลังการ ร่วมเฉลิมฉลองการนับถอยหลังสู่ปี 2011 (countdown) ในรูปแบบต่างๆจากสถานบันเทิงและโรงแรมในอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

   
   
 
   
 

4) บุญปีใหม่ ให้ทานไฟเมืองนคร
ลั่นระฆังใจฟื้นฟูวัฒนธรรม ตอกย้ำเอกลักษณ์ประเพณีสมัยพุทธกาลด้วยการร่วมงาน “บุญปีใหม่ ให้ทานไฟเมืองนคร” พร้อมการเจริญจิตภาวนา บูชาพระธาตุและอานาปานสติข้ามปี เบื้องหน้าพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ณ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร รับอรุณด้วยบุญปีใหม่ ให้ทานไฟเมืองนคร ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

   
 
   
 

5) งานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2554 กรุงเทพมหานคร
ชมการตกแต่งไฟประดับอาคารและต้นคริสต์มาสที่ตระการตา สนุกสนานกับกิจกรรมรื่นเริงตามศูนย์การค้าต่างๆ แล้วร่วมนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2553 – 1 มกราคม 2554 พร้อมไหว้พระขอพรเสริมสิริมงคล 9 พระอารามหลวง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

   
   
 
   
 

6) Pakchong Cowboy City & Countdown 2011
ร่วมสัมผัสประสบการณ์ในสไตล์คาวบอยตะวันตก ชมการวงดนตรีสไตล์ Western Country การแสดงและการออกร้านของเหล่าคาวบอย-อินเดียน พร้อมร่วมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2010 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

   
   
 
   
  7) ขอนแก่นปาร์ตี้ปีแสง Countdown 2011
ในงานจะเป็นการตกแต่งถนนแห่งการเฉลิมฉลองปีใหม่ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภาคอีสานที่ประดับด้วยไฟนับล้านๆดวง เสมือนอยู่ภายใต้ทะเลดาวแห่งห้วงจักรวาล (The Starlight Street) การแสดงประติมากรรมแสงไฟ (The Lighting Sculptures) จากศิลปินชื่อดังก้องโลก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
   
   
 
   
  8) สีสันความสุขปีใหม่ ภูเก็ต 2554
ชิญร่วมงานส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ในงาน Colorful Phuket Countdown 2011 สีสัน ความสุข ปีใหม่ภูเก็ต 2554 ระหว่างวันที่ 29 – 31 ธันวาคม 2553 ณ สนามชัย อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
   
   
   
   
 
9) Korat Countdown Flower Flora Fantasia
ขอเชิญทุกท่านมาสัมผัสกับสีสันของดอกไม้นานาชนิด ตื่นตะลึงกับสวนดอกไม้จินตนาการโดยศิลปินไทยและต่างชาติ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติอันสดชื่นของวังน้ำเขียว นครราชสีมา ในงาน "วังน้ำเขียว ฟลอร่า แฟนตาเซีย" ส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ระหว่างวันที่ 29 – 31 ธันวาคม 2553 ณ อำเภอวังน้ำเขียว ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
   
   
 
   
 
10) Hua Hin Countdown 2011 
คึกคักต้อนรับปีกระต่ายกับ Hua Hin Countdown 2011 สนุกสุดเหวี่ยงส่งท้ายปลายปี มันส์สนุกสุขสนั่นข้ามปีกับคอนเสิร์ตหลายวงดนตรีอินดี้ชั้นนำ วันที่ 29 – 31 ธ.ค.นี้ ที่ศูนย์การค้าหัวหิน มาร์เก็ตวิลเลจ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
   
   
 
   
 

11) เที่ยวสนุก รับปีใหม่... โต้ลมหนาวที่ภูพาน
ททท.สำนักงานนครพนม ขอเชิญนักท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวบนภูสูง ร่วมกิจกรรมสนุกท่ามกลางธรรมชาติ นอนนับดาว โต้ลมหนาว countdown ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค. 2553 – 1 ม.ค. 2554 ที่ภูพาน ณ อุทยานแห่งชาติภูพาน จังหวัดสกลนคร ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

   
   
 
   
  12) งานเทศกาลปีใหม่สี่เผ่าไทย ศรีสะเกษ
จังหวัดศรีสะเกษ กำหนดจัดงานเทศกาลปีใหม่ สี่เผ่าไทยศรีสะเกษ ประจำปี 2554 ในวันที่ 27 ธันวาคม – 5 มกราคม 2554 ชมการออกร้านแสดงนิทรรศการผลงานของหน่วยงานภาคเอกชน การประกวดผลิตภัณฑ์ชุมชนและการเกษตร การแสดงของดีสี่ภาค  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่
   
   
 
   
 

13) Chiangmai Countdown 2011
ผู้ที่ชื่นชอบลมหนาว ขอเชิญแพ้คกระเป๋ามุ่งหน้าขึ้นเหนือเพื่อร่วมนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ ในงาน Chiangmai Countdown 2011 วันที่ 31 ธันวาคม 2553 บริเวณลานประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

   
   
   
 
 
สายด่วนแจ้งภัยน้ำท่วม SMS บริจาคเงิน หรือโอนเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
[ bangkoksweet - 2 พฤศจิกายน 2553 ]

   
 
   
 

ร้องทุกข์เรื่องน้ำท่วม

แจ้งเหตุน้ำท่วม                                                 1111
สายด่วนกรมทางหลวง ให้ข้อมูลน้ำท่วม 24 ชั่วโมง    1586
ตำรวจทางหลวง                                                1193
สอบถามสภาพเส้นทาง                                       02-354-6530, 02-354-6668-76 ต่อ 2014, 2031
ศูนย์บริการงานอุบัติเหตุ สำนักบริหารบำรุงทาง          02-354-6551
สายด่วน กทม. เปิดบริการ 24 ชั่วโมง                     1555
รับเรื่องราวร้องทุกข์และประกันภัยน้ำท่วม (คปภ.)     1186


หน่วยงานรับบริจาคสิ่งของ

ทีวีไทยร่วมกับกองทัพอากาศ เปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม รับบริจาคสิ่งของเพื่อจัดส่งอย่างเร่งด่วน โทร. 02-791-1385-7

สำนักข่าวเนชั่น เปิดศูนย์รับบริจาคเงิน-สิ่งของช่วยผู้ประสบอุทกภัย โทรศัพท์ 02-338-3333,
02-338-3000 กด 3

กองบัญชาการกองทัพไทย เปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย นำสิ่งของบริจาคได้ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ (อาคาร 6) เวลาราชการ โทร.02-575-1500

ศูนย์รับบริจาคสิ่งของจังหวัดโคราช โทร 044-259-993-4, 044-259-996-8

มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน อาสาสมัครฟื้นฟูประเทศไทย รับบริจาคของกินของใช้เพื่อนำไปช่วยชาวบ้านที่ถูกน้ำท่วม โทร 02-465-6165  
 

บริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ธนาคารออมสิน  
       ชื่อบัญชี “ออมสินรวมใจช่วยภัยน้ำท่วม” บัญชีเลขที่ 028-8-88888-881 ยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงิน ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2553

สถานีโทรทัศน์ช่อง 3
       ชื่อบัญชี “ครอบครัวข่าวช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 2553” บัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ สาขามาลีนนท์ทาวเวอร์ เลขที่บัญชี 014-3-00368-9 หรือบริจาคเป็นสิ่งของที่อาคารมาลีนนท์ทาวเวอร์ ถนนพระรามสี่

สถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5
       บัญชีบริจาค “ช่วยภัยน้ำท่วม” ธนาคารทหารไทย สาขาสนามเป้า บัญชีออมทรัพย์ 021-2-69426-9

ช่อง 7 สี
       เปิดรับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วมได้ที่ บัญชี 001-9-13247-1 
ชื่อบัญชี “7 สีช่วยชาวบ้าน” ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สำนักเพลินจิต หรือบริจาคสิ่งของช่วยเหลือที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 7 ซ.พหลโยธิน 18/1

สถานีโทรทัศน์ ช่อง 9 อสมท.
       เปิดบัญชีช่วยผู้ประสบภัย “อสมท.ร่วมใจช่วยภัยน้ำท่วม” ธนาคารกรุงไทย ออมทรัพย์ เลขที่ 015-0-12345-0 โทร 02-245-0700-4 เปิดรับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้เดือดร้อนน้ำท่วม  ที่อาคารปฏิบัติการ ชั้น 1 ถ.พระราม 9 ตั้งแต่เวลา 09.00-22.00 น.

สภากาชาดไทย
       บัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี “สภากาชาดไทยช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” ประเภทออมทรัพย์เลขที่ 045-3-04190 -6

มูลนิธิสยามกัมมาจล-ไทยพาณิชย์ เพื่อผู้ประสบภัย
       ที่ ATM/สาขา SCB ไม่มีค่าโอน ช่วยผู้ประสบภัย SCB กระแสรายวัน 111-3-90911-5


บริจาคเงินผ่าน SMS

    ค่ายมือถือ 3 ค่ายคือ เอไอเอส ดีแทค และทรูมูฟ เชิญร่วมส่ง SMS โดยพิมพ์ข้อความ “น้ำใจไทย” หรือ “namjaithai” ส่งไปที่หมายเลข 4567899 ค่าบริการครั้งละ 10 บาท รายได้จากค่าบริการ SMS จะถูกนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั้งหมด
 

เว็บไซต์สำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ต้องการความช่วยเหลือ

เว็บไซต์ของรัฐบาล 
www.pm.go.th/flood

เว็บไซต์ของเอกชน  www.thaiflood.com

ฟหกดฟหก

   
 
 
เตรียมตัวรับมือน้ำท่วม ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักได้ไหลท่วมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา มาถึงปทุมธานีแล้ว คนกรุงเทพพร้อมรับมือหรือยัง? [ somphop - 21 ตุลาคม 2553 ]

   
 
   
   
  กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนชาวกรุงเทพให้เตรียมรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่กำลังไหลบ่ามาจากอยุธยาและปทุมธานี (ข่าวไทยรัฐออนไลน์ วันพุธที่ 20 ตค. 2553) หากบ้านของคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง หรือเคยมีประวัติน้ำท่วมสูงมาแล้ว โดยเฉพาะย่านบางกอกน้อย บางคอแหลม บางซื่อ ดุสิต พระนคร ธนบุรี ยานนาวา และคลองเตย คุณควรเตรียมพร้อมด้วยการจัดหาอุปกรณ์ดังต่อไปนี้ และพร้อมเผชิญภัยน้ำท่วมระดับรุนแรงถึงขั้นไฟฟ้าดับและน้ำประปาไม่ไหล
   
 

สิ่งที่คุณควรจัดเตรียมล่วงหน้าก่อนน้ำท่วม


1) อุปกรณ์ป้ิองกันน้ำท่วมบ้าน

        1.1 กระสอบทราย
        1.2 แผ่นไม้อัด ไม้หน้าสาม ฆ้อน ตะปู สำหรับปิดช่องหน้าต่างและบานประตูเพื่อป้องกันน้ำเข้าบ้าน
        1.3 อิฐบล็อก สำหรับวางเป็นทางเดิน
        1.4 ผ้าขี้ริ้วและพรมเช็ดเท้า 

2) อาหารและเครื่องดื่ม
        2.1 น้ำดื่มบรรจุแกลลอน สำหรับเลี้ยงทุกคนในบ้านได้อย่างน้อย 2 วัน
        2.2 นมกล่องชนิดเก็บได้เป็นเดือน
        2.3 เนื้อเค็ม หมูเค็ม ไข่เค็ม หมูแผ่น หมูหยอง ปลากระป๋อง ข้าวเหนียว ข้าวตัง ขนมปัง และอาหารอื่นที่สามารถเปิดรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องอุ่นร้อน และเก็บได้นานหลายวัน
        2.4 ท๊อฟฟี่ ขนมขบเคี้ยว ช่วยให้พลังงาน
        2.5 เตาปิกนิค แกสสำรอง
        2.6 อย่าลืมอาหารสัตว์! สำหรับครอบครัวที่เลี้ยงสุนัข แมว หรือปลา

3) ชุดปฐมพยาบาล
        3.1 ยาลดไข้ แก้หวัด แก้ปวด แก้แมลงสัตว์กัดต่อย

4) อุปกรณ์สื่อสาร
        4.1 โทรศัพท์มือถือ charger ชาร์จแบตเตอรี่สำรองให้เต็ม
        4.2 วิทยุที่รับ AM และ SW พร้อมแบตเตอรี่
        4.3 คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค (ถ้ามี) พร้อมแบตเตอรี่สำรอง aircard สำหรับสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต

        4.4 นกหวีด!
ไว้เป่าขอความช่วยเหลือ      
        4.5 ไฟฉาย ถ่านไฟฉาย
        4.6 เทียนไขชนิดที่มีครอบแก้วกันลม ไม้ขีด ตะเกียง

5) ชูชีพ ของเล่นลูกในสระน้ำ
        5.1 แพยาง ฟูกสูบลม ห่วงชูชีพ ปลอกแขน ลูกบอลชายหาด เครื่องสูบลม

6) อุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็น
        6.1 กระดาษชำระ หนังสือพิมพ์เก่าๆ ถุงขยะดำขนาดเล็ก/ใหญ่ ไว้ทิ้งขยะและปลดทุกข์!
        6.2 ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว เพื่อรักษาร่างกายให้อบอุ่นในเวลากลางคืน
        6.3 เสื้อผ้าอุ่นๆ เสื้อผ้าบางและกางเกงขาสั้นสำหรับลุยน้ำ
        6.4 ถุงนอน
        6.5 เต๊นท์
        6.6 รองเท้่าบู้ทยางกันน้ำ
        6.7 ร่ม

เมื่อน้ำเริ่มท่วมรอบบ้าน
        ก) ควรเก็บเอกสารสำคัญเช่นโฉนดที่ดิน สำมะโนครัว เครื่องประดับและทรัพย์สินเงินทองไว้ที่สูง หรืออาจนำไปฝากเซฟธนาคารล่วงหน้า

        ข) ขนย้ายอุปกรณ์ไฟฟ้าให้อยู่เหนือน้ำ ได้แก่ตู้เย็น ไมโครเวฟ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ สเตอริโอ และพัดลม

        ค) ถ้าน้ำเริ่มท่วมเข้าตัวบ้าน ต้องรีบปิดสะพานไฟ (circuit breaker) ทันทีเพื่อป้องกันไฟดูด!!

        ง) เลือกว่าจะจอดรถไว้ที่บ้าน เมื่อน้ำท่วมสูงจะได้มีพาหนะพาครอบครัวออกจากบ้านได้ หรือจะนำรถไปฝากไว้บ้านญาติที่อยู่ระดับสูงกว่าและปลอดภัย เพราะถ้าน้ำท่วมสูงรถของคุณก็ใช้งานไม่ได้!

        จ) เปิดวิทยุเพื่อติดตามข่าวน้ำท่วมและประกาศจากหน่วยงานรัฐ


จดหรือเมมเบอร์โทรศัพท์ของหน่วยกู้ภัยไว้ในโทรศัพท์มือถือของคุณ และเตรียมแผนรองรับกรณีที่คุณต้องทิ้งบ้านเนื่องจากน้ำท่วมสูง เช่นติดต่อญาติล่วงหน้าเพื่อขอพาครอบครัวไปพักพิงชั่วคราว


หากคุณเตรียมตัวพร้อม โอกาสที่ทรัพย์สินจะเสียหายหรือสมาชิกครอบครัวประสบอุบัติเหตุก็จะลดน้อยลง ยังไงก็ต้องพึ่งตัวเราเองก่อนนะครับ!

   
 
 
เบอร์โทรศัพท์และเลขบัญชีธนาคาร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่อิสาน
[ bangkoksweet - 20 ตุลาคม 2553 ]

   
 
   
   
  เบอร์โทรศัพท์และบัญชีธนาคาร ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคอิสาน

ช่องทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วมในหลายจังหวัด

กรมทางหลวงเปิดสายด่วนให้ข้อมูลน้ำท่วม 1586
กรมทางหลวงได้เปิดสายด่วน 1586 เพื่อให้ประชาชนสอบถามข้อมูลน้ำท่วมได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ สำหรับประชาชนที่ต้องการสอบถามสภาพเส้นทาง หรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สำนักงานประชาสัมพันธ์ 02-354-6530, 02-354-6668-76 ต่อ 2014, 2031 ศูนย์บริการงานอุบัติเหตุ สำนักบริหารบำรุงทาง 02-354-6551 และตำรวจทางหลวง 1193

โรงพยาบาลมหาราช จ.นครราชสีมา
แจ้งเบอร์โทร-เบอร์บัญชีบริจาคช่วยผู้ป่วย-น้ำท่วม โรงพยาบาลมีความต้องการน้ำดื่มบรรจุ ขวด นมกล่อง และอาหารแห้ง รวมทั้งของใช้เบ็ดเตล็ดผู้ป่วยเช่น ผ้าอ้อมสำเร็จรูปสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ ผ้าอนามัย เป็นจำนวนมาก ประชาชนแจ้งบริจาคได้ที่ 086-251-2188 ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถโอนเงินบริจาคเข้าธนาคารกรุงไทย สาขานครราชสีมา เลขบัญชี 3013165804 และธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาหัวทะเล นครราชสีมา เลขบัญชี 7902605487

อาสาสมัครฟื้นฟูประเทศไทย
รับบริจาคของกินของใช้ เพื่อนำไปช่วยชาวบ้านที่น้ำท่วม 02-465-6165 มูลนิธิกลุ่มแสงเทียน ได้ทั้งวัน

ช่อง 3
เปิดบัญชีช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ชื่อบัญชี ครอบครัวข่าวช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย 2553 บัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ สาขามาลีนนท์ทาวเวอร์ เลขที่บัญชี 0143003689 หรือบริจาคเป็นสิ่งของที่อาคารมาลีนนท์ ถ.พระราม 4

อสมท.
เปิดบัญชีช่วยผู้ประสบภัย “อสมท.ร่วมใจช่วยภัยน้ำท่วม” ธ.กรุงไทย ออมทรัพย์ # 015-0-12345-0 โทร 02-245-0700-4 และเชิญร่วมบริจาคสิ่งของนำไปช่วยเหลือผู้เดือดร้อนน้ำท่วม อาคารปฏิบัติการ ชั้น 1 ถ.พระราม9 ระหว่างเวลา 09.00-22.00 น.

ทีวีไทยร่วมกับกองทัพอากาศ

เปิดศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม รับบริจาคสิ่งของเพื่อจัดส่งอย่างเร่งด่วนโทร. 02-791-1385-7

สำนักข่าวเนชั่น
เปิดศูนย์รับบริจาคเงิน-สิ่งของช่วยผู้ประสบอุทกภัย โทรศัพท์ 02-338-3333, 02 338-3000 กด 3

ช่อง 7 สี
เปิดรับบริจาคสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยนํ้าท่วมได้ที่ช่อง 7 ถ.พหลโยธิน

ที่มา : ขอขอบคุณ mthai.com
   
 
 
กินเจที่ไหนดี ถึงแม้ปีนี้ราคาพืชผักจะสูงขึ้น แต่คนไทยก็ยังนิยมกินเจเป็นจำนวนมาก หลายแห่งจัดเทศกาลกินเจอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ
[ bangkoksweet - 11 ตุลาคม 2553 ]

   
 
   
   
 

เทศกาลกินเจเริ่มขึ้นแล้วครับ! ปีนี้ตรงกับวันที่ 7-16 ตุลาคม 2553 บางแห่งเริ่มวันที่ 8-17 ตุลาคมก็มี


เทศกาลกินเจจัดคึกคักทั่วประเทศ งานขนาดใหญ่ที่จัดเป็นประจำทุกปีได้แก่ เทศกาลกินเจเยาวราช กินเจที่ศรีราชา-พัทยา ชลบุรี นอกจากนี้ยังมีที่นครสวรรค์ หาดใหญ่ และภูเก็ต สะดวกที่ไหนก็ขอเชิญไปร่วมงานกันนะครับ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ http://poobpubboard.lefora.com/2010/10/07/2553-2553/


กิจกรรมหลักในช่วงเทศกาลกินเจ นอกจากงดทานเนื้อสัตว์แล้วหันไปทานผัก เห็ดหอม เต้าหู้ และถั่วเหลืองแล้ว ควรถือศีลสวดมนต์และทำสมาธิควบคู่ไปด้วย จะช่วยทำให้ร่างกายและจิตใจ "เบาสบาย" กระฉับกระเฉงขึ้นเยอะเลยครับ ไม่เชื่อต้องลองดู!


ขอให้มีความสุขในช่วงเทศกาลกินเจครับ

 

   
   
   
 
 
เตือนปิดเทอมยอดเด็กหายพุ่ง เหตุเพราะถูกล่อลวง ลักพาตัว หรือสมัครใจ พ่อแม่ต้องสอดส่องลูกเวลาแช้ททางอินเตอร์เน็ต หรือ SMS ทางมือถือ [ bangkoksweet - 21 กันยายน 2553 ]

   
 
   
 

เตือนปิดเทอมเด็กหายพุ่ง-แฉแชทผ่าน SMS ระบาดใต้โต๊ะในห้องเรียน-คลอดคู่มือติดตามคนหาย...

เขียนโดยคุณ Nanz


ศูนย์ข้อมูลคนหาย เพื่อการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา คณะผู้วิจัยจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมแถลงข่าวเปิดตัว “คู่มือติดตามคนหายเล่มแรกในประเทศไทย กับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของประเทศ” โดยนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานมูลนิธิกระจกเงากล่าวว่า บริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาส่งผลให้แนวโน้มคนหายมีเพิ่มมากขึ้น และไม่ใช่เป็นหน้าที่เฉพาะภาครัฐและเอ็นจีโอที่จะติดตามแก้ปัญหา แต่กุญแจสำคัญคือครอบครัวเป็นตัวละครหลักในการติดตาม และทุกช่วงปิดภาคเรียนจะพบปัญหาเด็กหายค่อนข้างสูง ด้วยปัจจัยจากแรงกดดันภายในครอบครัว และปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะโลกไซเบอร์ที่กระตุกเด็กให้ออกจากบ้าน

น.ส.ธิติ มา หมีปาน หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า สถิติที่ศูนย์ได้รับแจ้งถึงคนหายผ่านทางโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต เฉลี่ยวันละ 10-15 ราย โดย 80% สามารถติดตามกลับมาได้ โดย 1% ที่ติดตามมาเสียชีวิต และคนที่หายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในช่วงอายุ11-15 ปี ทั้งหายออกจากบ้านด้วยความสมัครใจและถูกล่อลวงผ่านการแชททางอินเทอร์เน็ต ไฮไฟว์ เฟสบุ๊ค รวมถึง SMS ซึ่งมีบริการจากเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายหนึ่งที่เปิดให้สมัครสมาชิกเพื่อแชทผ่าน SMS ซึ่งกำลังได้รับความสนใจในหมู่เด็กเพราะสามารถแชทใต้โต๊ะในห้องเรียนได้ และวิธีการดังกล่าวเคยมีกรณีที่เด็กถูกล่อลวงหายตัวไป อย่างไรก็ตาม คู่มือติดตามคนหายจะเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวเพื่อรับทราบข้อมูลเบื้องต้นในการติดตามและการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อตำรวจในการเรียนรู้วิธีการติดตาม ซึ่งผู้สนใจสามารถขอรับได้ฟรีที่มูลนิธิกระจกเงา โทร.0-2941-4194 ต่อ 104 และ 08-1987-0757

(ขณะนี้คู่มือข้อมูลติดตามคนหายได้ถูกแจกไปหมดแล้ว ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.backtohome.org)

ด้าน รศ.พ.ต.อ.หญิง พัชรา สินลอยมา หัวหน้าคณะวิจัยคู่มือติดตามคนหาย จากโรงเรียนนายร้อยตำรวจกล่าวว่า สาเหตุคนหายไม่ใช่เฉพาะถูกล่อลวง ลักพาตัว สมัครใจ แต่กลายเป็นมาฆกรรมด้วย รวมถึงอาจเกี่ยวโยงถึงคดีต่างๆ ดังนั้นตำรวจจึงต้องให้ความสนใจกับปัญหาคนหายให้มากขึ้น

เขียนโดยคุณ Nanz
http://www.classifiedthai.com/content.php?article=16403

   
   
 
 
ภัยออนไลน์ใกล้ตัวลูก คุณรู้หรือไม่ว่าทุกครั้งที่ลูกของคุณเข้าเน็ต เขากำลังเสี่ยงภัยไม่น้อยไปกว่าการเที่ยวนอกบ้าน!
[ bangkoksweet - 21 กันยายน 2553 ]

   
 
   
  อ่านบทความเรื่อง "ภัยออนไลน์ใกล้ตัวลูก" คลิกที่นี่ครับ
http://www.elib-online.com/doctors46/teen_online001.html


   
   
 
 
ช่างกลตีกัน พ่อแม่อยู่ไหน? [ bangkoksweet - 7 กันยายน 2553 ]

   
 
   
   
ช่างกลตีกัน พ่อแม่อยู่ไหน?  
   

1 

ข่าวนักเรียนช่างกลใช้ปืนยิงคู่อริบนรถเมล์สาย 113 แต่กระสุนพลาดไปถูกเด็กนักเรียนชั้นประถมอายุเพียง 9 ขวบเสียชีวิต เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมานั้น กลายเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์หลายฉบับช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา


    - เร่งเจ้าหน้าที่ตำรวจตามจับตัวมือปืน (จับได้แล้ว)

    - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขู่จะปิดโรงเรียนช่างกลที่นักเรียนก่อเหตุวิวาท

    - ผู้ว่ากรุงเทพมหานครเรียกร้องรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องเร่งแก้ปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทให้สำเร็จ

    - กระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหารสถานศึกษาดูแลนักเรียนไม่ทั่วถึง

    - ฯลฯ 


ผมแปลกใจมากตรงที่ว่า ไม่มีสื่อมวลชนฉบับใดทำข่าวพ่อแม่ของนักเรียนช่างกลที่เป็นมือปืน  ฤาจะเป็นการบอกให้สังคมรู้ว่า ถ้าลูกของคุณอายุ 16 ปี (เท่ากับมือปืนคนนี้)  ยิงคนอื่นตาย
พ่อแม่ไม่ต้องรับผิดชอบการกระทำของลูก
!?


ในประเทศอเมริกา ทุกรัฐมีกฎหมายกำหนดให้พ่อแม่รับผิดชอบต่อการกระทำของเด็ก จนกว่าเด็กจะมีอายุ 18 ปี


มาตรา 23 ในพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พศ. 2546 เขียนไว้กว้างๆว่า “…ผู้ปกครองต้องให้การอุปการะเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนและพัฒนาเด็กที่อยู่ในความปกครองดูแลของตนตามสมควรแก่ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น...”


อ่าน พรบ.คุ้มครองเด็ก พศ. 2546 ครบทุกมาตราแล้ว  สรุปว่าไม่ใช่กฎหมายที่เขียนขึ้นเพื่อลงโทษผู้ปกครอง แต่มีเจตนาสนับสนุนให้ผู้ปกครองเลี้ยงดูบุตรโดยไม่ขัดต่อประเพณีปฏิบัติอันดีงาม


ถึงตรงนี้ ผมสงสัยว่านักกฎหมายบ้านเรามองข้ามอะไรไปหรือเปล่าครับ? 

เด็กจะดีหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่ไม่ใช่หรือ? 

 

2

ทำไมจึงไม่มีกฎหมายคาดโทษผู้ปกครองที่ปล่อยให้ลูกซึ่งอายุยังไม่ถึง 18 ปีไปทำร้ายผู้อื่นจนเสียชีวิต ?


ลองคิดถึงความรู้สึกของแม่ที่ต้องสูญเสียลูกชายวัย 9 ขวบ  เพราะถูกกระสุนปืนจากนักเรียนช่างกลที่กำลังมีเรื่องทะเลาะวิวาท 


กว่าจะเลี้ยงลูกมาได้ถึงวัยนี้  พ่อแม่ต้องทุ่มเทใช้ความมานะอุตสาหะขนาดไหน? 

รัฐต้องสูญเสียทรัพยากรเพื่อสนับสนุนอนาคตของชาติคนนี้ไปเท่าไร นับจากวันที่เขาคลอด ทำสำมะโนประชากร ให้บริการตรวจสุขภาพและสาธารณสุข รวมถึงสวัสดิการด้านการศึกษา 


เมื่อเด็กเสียชีวิตลง และนักเรียนช่างกลตกเป็นจำเลยผู้กระทำผิด รัฐยังต้องเสียเงินเป็นค่าเลี้ยงดูผู้กระทำผิดในสถานพินิจเด็กและเยาวชน ประกอบด้วยค่าจ้างเจ้าหน้าที่สถานพินิจฯ ค่าจิตแพทย์ ค่าอาหาร ที่อยู่อาศัย ค่ากิจกรรมสันทนาการภายในค่ายฯ ค่าดูแลรักษาเมื่อเจ็บไข้ รวมถึงค่าเล่าเรียนเพื่อให้นักเรียนช่างกลคนนั้นยังคงได้รับการศึกษาอยู่ 


พ่อแม่ของเด็กช่างกลที่ชอบทะเลาะวิวาท  น่าจะมองเห็นแล้วนะครับว่าผลที่ตามมานั้นมีแต่ความสูญเสีย 


ที่แย่ที่สุดคือ ประเทศไทยต้องสูญเสียอนาคตของชาติไปถึง 2 คน คนหนึ่งคือเด็กประถมที่ถูกยิงเสียชีวิต อีกคนคือนักเรียนช่างกลที่เสียอนาคต


อันที่จริง ปัญหานักเรียนช่างกลก่อเหตุทะเลาะวิวาทมีมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก สมัยนายกรัฐมนตรีของเมืองไทยยังมียศเป็น “จอมพล” อย่างน้อยๆก็ 40 ปีกว่ามาแล้ว 


วันนี้ ถึงเวลาแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังแล้วหรือยัง?

 

3 

เราเคยศึกษากันอย่างจริงจังไหมครับว่า ทำไมนักเรียนช่างกลจึงชอบตีกัน?

เป็นไปได้ไหมว่า นักเรียนช่างกลที่ชอบทะเลาะวิวาทนั้น มีลักษณะคล้ายกันอย่างหนึ่งคือพ่อแม่ไม่เอาใจใส่ ปล่อยให้ลูกสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หรือซิ่งมอเตอร์ไซด์ยามค่ำคืน

 

ถ้าใช่ ก็น่าจะคาดโทษพ่อแม่เหล่านั้นกันบ้างนะครับ 

 

เมื่อลูก (นักเรียนช่างกล) ทำผิดกฎหมาย ทำให้ผู้อื่นได้รับความเดือดร้อน พ่อแม่และลูกก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบด้วยการทำงานส่งเงินเป็นค่าทำขวัญให้กับผู้เสียหาย เป็นจำนวน X บาท  หรือเป็นระยะเวลา X ปี  แล้วแต่ศาลจะตัดสิน

 

หรือทำงานบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ เช่นกวาดถนน ช่วยงานตำรวจจราจร หรือทำงานรถขยะในชุมชนที่ตนเองอาศัยอยู่  

 

หากความผิดที่กระทำนั้นรุนแรงถึงขั้นทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ผู้พิพากษาสามารถออกคำสั่งให้ลงบันทึกความผิดไว้ใน “ทะเบียนประวัติครอบครัว” ต่อไปในอนาคตเมื่อนักเรียนช่างกลผู้นั้นไปสมัครงานที่ไหน ประวัติความผิดที่เคยทำไว้ก็จะติดตามตัวไปตลอด รวมถึงพ่อแม่ด้วย !!


เข้าทำนอง "ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นไปทั้งข้อง" 


เจตนาของผมไม่ได้จะซ้ำเติมผู้กระทำผิด แต่ต้องการชูประเด็นว่าพ่อแม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ลูกกระทำ ตราบที่ลูกยังเป็นเยาวชน (อายุยังไม่ถึง 18 ปี ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัว) ปัจจุบันกฎหมายไทยไม่มีบทลงโทษพ่อแม่ที่ละเลยความประพฤติของลูก ดังนั้นพ่อแม่ที่ไม่รับผิดชอบสิ่งที่ลูกทำ ก็ยังคงไม่รับผิดชอบอยู่เหมือนเดิม

 

นับจากวันที่เราเป็นพ่อคนแม่คน พ่อแม่ทุกคนมีหน้าที่เหมือนกันคืออบรมเลี้ยงดูลูก สอนให้ลูกเป็นคนดี และรับผิดชอบต่อสิ่งที่ลูกกระทำ

 

กฎหมายไทยต้องมีบทลงโทษผู้ปกครองที่ละเลยไม่ดูแลลูก ถ้าลูก (นักเรียนช่างกล) ยังทะเลาะวิวาทกันอีก พ่อแม่ก็ยังไม่ใส่ใจ สมควรที่สังคมจะตีตราครอบครัวนั้นว่าเป็น “ครอบครัวบกพร่อง” สมาชิกในครอบครัวนั้นอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในพื้นที่ที่รัฐกำหนด เพื่อไม่ให้ไปก่อความวุ่นวายกับผู้อื่น หรือจนกว่าความประพฤติของพวกเขาจะดีขึ้น

 

4 

พ่อแม่คือผู้ให้กำเนิดลูก เลี้ยงดูอบรมสั่งสอนคุณธรรมให้กับลูก 

ลูกจะเป็นคนดีหรือไม่ อยู่ที่การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่

 

เมื่อลูกทำผิดขณะที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ พ่อแม่ก็ต้องรับผิดชอบความประพฤติของลูก   

ไม่ใช่ครู ไม่ใช่สถานศึกษา ไม่ใช่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

คนเหล่านี้ รวมถึงเจ้าหน้าที่ในสถานพินิจเด็กและเยาวชน และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวัยรุ่น มีหน้าที่ “แก้ไข” ปัญหาเยาวชน

 

ผู้ที่จะสามารถ “ป้องกัน” ไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น  คือพ่อและแม่นั่นแหละครับ !!

 

ถ้าพ่อแม่เอาใส่ใจดูแลลูก ทำกิจกรรมต่างๆกับลูกหลังเลิกงาน / เลิกเรียน ไม่ทิ้งลูกไว้กับเพื่อน เหล้า  บุหรี่ หรือก๊วนมอเตอร์ไซด์ พยายามชักชวนทำสิ่งที่สนุกและเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กเช่น เล่นดนตรี  กีฬา ศิลปะ ทำงานที่เขาชอบ งานจิตอาสา หรือปฏิบัติธรรมร่วมกัน เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เด็กอ่อนโยน รักตัวเอง เห็นใจผู้อื่น ปัญหาเรื่องทะเลาะวิวาทก็จะเบาบางลง

 

นี่ไม่ใช่คำขอร้อง  แต่คือสิ่งที่พ่อแม่ทุกคนพึงกระทำเพื่อส่วนรวม !! 

 

 
   
   
 
 
ลูกชายคนหนึ่ง... เขียนถึงแม่ [ bangkoksweet - 26 สิงหาคม 2553 ]

   
  ลูกชายคนหนึ่ง... เขียนถึงแม่
โดย ชูชาติ ครุฑใจกล้า
   
   
 

1)

 

 

   
 

2)

 

3)

   
 

4)

   
 

5)

   
 

6)

   
 

7)

   
 

8)

   
 

9)

   
 

10)

   
 

11)

   
   
   
 
 
การศึกษาคือคำตอบของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
[ bangkoksweet - 4 สิงหาคม 2553 ]

   
  การศึกษาคือคำตอบของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
   
 
   
 

รัฐบาลพยายามเปิดเวทีความคิดเพื่อระดมความเห็นผ่านมุมมองของผู้คนในภาคส่วนต่างๆ ตั้งแต่นักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ เอ็นจีโอ จนถึงผู้ที่เรียกตัวเองว่า ประชาชนอาวุโส เพื่อหาทางปฏิรูป ประเทศไทยในสูตรผสมต่างๆ ตั้งแต่สูตรการสร้างสังคมสมานฉันท์ สันติประชาคม พลังบวก กระทั่งถึงการหล่อหลอมเศรษฐกิจกับสังคมเข้าด้วยกันเพื่อสร้างเศรษฐกิจสี เขียว และสังคมสีขาว ฯลฯ

แต่สูตรสำเร็จของ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ บิ๊กบอสจาก​ บมจ.ธนาคารกรุงไทย และ สมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ชินคอร์ป ดูจะมาจากพื้นฐานความคิดที่ตรงไปตรงมา และจับต้องได้มากกว่า

อ่านบทสัมภาษณ์ได้ที่ลิ้งนี้ www.thairath.co.th/column/eco/ecoscoop/100480

 

   
   
   
 
 
ไอเดียวันแม่ รวมรวมกิจกรรมชนิดต่างๆให้คุณเลือกทำกับคุณแม่ เนื่องในวันแม่ [ nu_issy - 4 สิงหาคม 2553 ]

 

กรุงเทพมหานครจัดงานวันแม่

เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม 2553  กรุงเทพมหานครจะจัดกิจกรรมในโครงการ “กทม.รักษ์สิ่งแวดล้อม น้อมถวายราชินี” ระหว่างเวลา 15.00 น. -20.00 น. ณ สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย ประกอบด้วย

วันที่ 12 สิงหาคม 2553
• มอบรางวัลผู้ชนะเลิศการประกวดเรียงความในหัวข้อ “สิ่งแวดล้อมในอ้อมกอดแม่” แบ่งเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วยระดับประถมศึกษาหรืออายุ 6-12 ปี ระดับมัธยมศึกษาหรืออายุ 12-17 ปี และประชาชนทั่วไปหรืออายุ 17 ปีขึ้นไป ผู้สนใจสามารถส่งเรียงความเข้าประกวดในรูปแบบร้อยแก้ว ได้ที่สำนักงานเลขานุการ สำนักสิ่งแวดล้อม เลขที่ 111 ถ.มิตรไมตรี เขตดินแดง กทม.10400 ระบุมุมซองว่าประกวดเรียงความ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการ สำนักสิ่งแวดล้อม โทร. 0 2245 9714 ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 5 ส.ค. 53


• มอบรางวัลคู่แม่ลูก “ทูตรักษ์สิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร” ที่ได้รับการคัดเลือกจากหลายวงการและจากสำนักงานเขตทั้ง
50 เขต


• กิจกรรมเทิดพระเกียรติอีกมากมายเช่น การจัดสวนพันธุ์ไม้ในพระนามสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ การร่วมกันปลูกต้นไม้ การปล่อยปลา และการจุดเทียนชัยถวายพระพร

 

วันที่ 13 สิงหาคม 2553
• จัดโครงการปลูกต้นไม้ เพื่อแม่ของแผ่นดิน “Together We Can : มหานครสีเขียวปลูกป่าชายเลน” ระหว่างเวลา 07.00 – 10.30 น. ณ โรงเรียนคลองพิทยาลงกรณ์ เขตบางขุนเทียน โดยร่วมกับบริษัทโตโยต้า มหานคร จำกัด ปลูกต้นโกงกางจำนวน 20,000 ต้น เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมให้ความอุดมสมบูรณ์ของป่าชายเลนให้กลับคืนมาเป็นแหล่งอาหาร แหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ


• กิจกรรมอื่นๆเช่น ค่ายเยาวชน “รักษ์สิ่งแวดล้อม..ตามรอยแม่” และกิจกรรมแรลลี่จักรยาน
          
จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรมเทิดพระเกียรติดังกล่าว และร่วมกันดูแล สอบถามเพิ่มเติม ที่สำนักสิ่งแวดล้อม โทร.
02-245-9714


ไอเดียวันแม่

     หากคุณยังชั่งใจอยู่ว่าวันแม่ปีนี้จะชวนคุณแม่ไปทำอะไรดี ลองดู link ที่เมรวบรวมมาจากเว็บต่างๆสิคะ เริ่มตั้งแต่แบบเรียบง่ายเช่น พาคุณแม่ไปทานอาหารมื้อพิเศษนอกบ้าน ดูฝนดาวตก (คืนวันแม่พอดีเลยค่ะ!) ทำงานประดิษฐ์ให้คุณแม่ จนถึงระดับสมบุกสมบันเช่น ชวนคุณแม่นั่งเรือเที่ยวตลาดน้ำ ไปปลูกปะการัง หวังว่าคงมีไอเดียถูกใจคุณบ้างนะคะ สุขสันต์วันแม่ค่ะ

     
   พาคุณแม่ไปทานอาหารอร่อยที่ร้านอาหารและโรงแรมหรู
http://talk.edtguide.com
     
  ของอร่อยในเยาวราช
http://pakchong1.com/forum/index.php?action=dlattach;topic=673.0;attach=1424;image
     
  พาแม่เที่ยวกับเรือด่วนเจ้าพระยา
ออกเดินทางเวลา 9.00 น. บัตรราคา 550.- สำหรับผู้ใหญ่ 350.- สำหรับเด็ก (สูงไม่เกิน 100 ซม.)
http://www.thaiticketmajor.com/travel/671-chaophraya-motherday.php
     
  เที่ยวตลาดน้ำ / โฮมสเตย์ จังหวัดราชบุรีและสมุทรสงคราม
http://www.thaiticketmajor.com/travel/671-chaophraya-motherday.php
     
  ดูฝนดาวตกและดาวเคราะห์เรียงตัวกัน ค่ำคืนวันแม่
http://thaiastro.nectec.or.th/activity/25530812_jedkhod/
     
  ชวนแม่ปลูกปะการังชายฝั่ง
http://www.baandinthai.com/index.php?option=com_content&task=view&id=188&Itemid=46
     
 

ปฏิบัติธรรมในกรุงเทพ
เข้าชมเวปไซต์ http://www.meditation-watmahadhat.com/

ปฏิทินปฏิบัติธรรม เดือนสิงหาคม 2553
คลิก http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=33586

     
  Wonder Weekend @ B2S
ชวนคุณแม่ทำงานประดิษฐ์ เช่นดอกไม้ประดับริบบิ้น ถักโครเชดอกมะลิ และกรอบรูปโมเสค
http://www.b2s.co.th/b2s-activities_20100629.html
     
  ถ่ายรูปคู่กับคุณแม่ในสตูดิโอ
     
  คอนเสริ์ตการกุศล "เสมอคำยืนยัน วันแม่"
http://www.wechange555.com/details/71-garuntee-mother-day.html

     
     
 
 
เด็กๆก็ทำอะไรไม่ใช่เด็กได้เหมือนกัน [ bangkoksweet - 13 กรกฎาคม 2553 ]

   
 
   
 

เด็กๆก็ทำอะไรไม่ใช่เด็กได้เหมือนกัน

แปลจาก "12-year-old author: Don't say childish"
เขียนโดย John D. Sutter, CNN
จากเว็บ www.cnn.com



ดญ. อโดร่า สวิแทค (Adora Svitak) อายุ 12 ปี กำลังปฏิบัติภารกิจรอบโลกเพื่อเปลี่ยนความคิดของผู้ใหญ่อย่างเราเรื่อง "ทำอะไรเหมือนเด็ก"


"เด็กอย่างหนูถูกผู้ใหญ่พูดพาดพิงอยู่บ่อยๆว่า ชอบทำตัวเหมือนเด็ก" อโดร่ากล่าวในงาน TED2010 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เป็นงานที่จัดขึ้นโดยองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดความคิดดีๆของนักคิดนักทำจากทุกมุมโลกสู่สาธารณชน


"เมื่อไรที่เรา (ผู้ใหญ่หรือเด็ก) ออกมาเรียกร้องบางสิ่งที่ไม่มีเหตุผล หรือแสดงพฤติกรรมที่ไม่แคร์ต่อสังคม เราจะถูกตราหน้าว่า "ทำอะไรเหมือนเด็ก"


อโดร่ารู้สึกว่านั่นเป็นความคิดที่ไม่ยุติธรรม



ย้อนมองอดีต เราจะพบว่าลัทธิจักรวรรดินิยมเกิดขึ้นจากน้ำมือของผู้ใหญ่ สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็เช่นเดียวกัน แล้วเด็กล่ะ? อโดร่ายกตัวอย่าง Anne Frank เด็กผู้หญิงในค่ายกักกันเยอรมันที่จดไดอารี่เหตุการณ์ทหารนาซีสังหารหมู่ชาวยิว ซึ่งต่อมาถูกค้นพบและกลายเป็นวรรณกรรมชิ้นสำคัญประกอบการเรียนการสอนของนักเรียนในหลายประเทศ อีกคนหนึ่งคือ Ruby Bridges เด็กสาวผิวดำที่มีส่วนผลักดันกฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อชนผิวดำในอเมริกา


"ที่หนูยกมานี้เป็นตัวอย่างให้คุณเห็นว่า เด็กก็สามารถลงมือทำบางสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาล ราวกับว่าสิ่งนั้นทำโดยผู้ใหญ่ ดังนั้นคุณจะเห็นได้ว่า "อายุ" ไม่ใช่อุปสรรค" อโดร่าพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง


"ต่อไปนี้ ถ้าผู้ใหญ่อย่างคุณกำลังคิดจะพูดคำว่า "ทำอะไรเหมือนเด็ก" หนูอยากขอให้คุณเปลี่ยนความคิดนั้น
เพราะมีผู้ใหญ่อีกตั้งหลายคนที่ทำอะไรอย่างไม่มีเหตุผล เหมือนไม่ใช้ความคิดใคร่ครวญมาก่อน แบบนี้จะเรียกว่า "ทำอะไรเหมือนเด็ก" ก็ไม่ถูกนะคะ!"


อโดร่าถูกเชิญให้ไปกล่าวสุนทรพจน์ในคอนเวนชั่นฮอลล์ ต่อหน้าผู้ใหญ่ที่ตั้งใจมาฟังเธอมากกว่า 1,000 คน ในฐานะที่เธอได้รับการยกย่องว่าเป็นเด็กอัจฉริยะทางวรรณกรรม โดยหนึ่งในงานเขียนของเธอชื่อ "Flying Fingers" ถูกตีพิมพ์เมื่อเธอมีอายุเพียง 7 ขวบ เป็นหนังสือชี้ชวนให้เด็กทั่วไปเห็นว่า การอ่านและการเขียนเป็นเรื่องน่าสนุก นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักเขียนบล็อกตัวยง ชอบแต่งกลอน และไ้ด้รับเชิญให้ไปพูดเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆในประเทศต่างๆทั่วโลก


"หนูอยากให้ผู้ใหญ่มองเด็กอย่างมีค่า โดยเฉพาะอิสระทางความคิดของเด็กๆ"

(ดูวิดีโอคลิปสุนทรพจน์ของอโดร่า ในงาน TED 2010)
http://www.ted.com/talks/adora_svitak.html


อโดร่าเชื่อว่า เด็กๆมีพลังสามารถเปลี่ยนโลกใบนี้ได้



"หนูเชื่อว่าเด็กเป็นบุคลากรที่สำคัญในหลายๆทาง พวกเราเข้าใจนะเวลาที่พ่อแม่บอกเราว่า ของชิ้นนี้ราคาแพงเกินไป หรือลูกกำลังขอสิ่งที่เป็นไปไม่ได้"


"ผู้ใหญ่ควรตั้งความหวังในตัวเด็กไว้สูงๆ และอย่ามองข้ามจินตนาการของเด็กเพียงเพราะเขาเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง เพราะเด็กที่คุณกำลังมองอยู่เบื้องหน้านี้ สักวันหนึ่งเขาอาจเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล หรืองานเขียนของเธออาจเคยได้รับการตีพิมพ์มาแล้ว"


ยิ่งกว่านั้น อโดร่ายังฝากถึงผู้ฟังอีกว่า เด็กอาจสอนอะไรบางอย่างให้ผู้ใหญ่ได้ด้วย


"หนูแค่ขอให้พวกคุณเปิดโอกาสให้ลูกของคุณหรือเด็กๆรอบตัวคุณได้แชร์ความคิดของพวกเขา และได้สอนอะไรบางอย่างกับคุณ จากมุมมองของเด็ก" อโดร่ากล่าวทิ้งท้าย


   
 

   
   
   
   
   
   
 
 
การฝึกวินัยเชิงบวกให้ลูก [ bangkoksweet - 7 กรกฎาคม 2553 ]

       
  ลูกไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของพ่อแม่
คู่มือสำหรับผู้ปกครองและคุณครู
เพื่อฝึกระเบียบวินัยเชิงบวกให้ลูก

เขียนโดย Katharine C. Kersey
   
       
    เรียนรู้การเป็นพ่อแม่และคุณครูที่ดี
    เด็กๆเกิดมาบนโลกนี้ในสภาพที่ช่วยตัวเองไม่ได้ พวกเขาจะไม่สามารถเจริญเติบโตได้เลยถ้าไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแล ดังนั้นงานของเราคือให้ความรัก การเลี้ยงดู และสอนให้เขารู้จักการใช้ชีวิตที่เหมาะสม

    คำว่า “ระเบียบวินัย” หมายถึงการสอนและฝึกอบรม พ่อแม่และคุณครูต้องทำตัวให้มีระเบียบวินัย มีทักษะดีพอที่จะนำพาลูกไปสู่ความสำเร็จ นั่นคือฝึกเด็กให้สามารถควบคุมตัวเองและกำหนดบรรทัดฐานในการดำรงชีวิต

    มีสองสามวิธีที่พ่อแม่ส่วนใหญ่นิยมใช้เพื่อ “จัดการ” กับความประพฤติของลูก วิธีที่หนึ่งคือใช้กำลังบังคับ วิธีที่สองคือขู่ให้เด็กกลัว และวิธีที่สามคือลงโทษ พ่อแม่ที่ใช้วิธีดังกล่าวมักมีความคิดว่าตนเอง “มีอำนาจเหนือกว่าเด็ก” คิดว่าตัวเองมีสิทธิ์ที่จะใช้ความเป็นพ่อแม่บังคับลูกให้ทำตามที่ตนต้องการได้ ดูเผินๆเหมือนพ่อแม่กำลังฝึกระเบียบวินัยให้กับเด็ก แต่อันที่จริงแล้วการกระทำดังกล่าวกลับทำให้เด็กโกรธ ไม่พอใจ หวาดกลัว และสุดท้ายยอมทำตามเพราะถูกบังคับ 

    ยังมีอีกวิธีหนึ่งสำหรับฝึกเด็กให้มีวินัย ถึงแม้จะไม่เห็นผลทันตาเห็นแต่มันก็เป็นวิธีที่ปลอดภัยกว่า เป็นธรรมชาติกว่า และมีมนุษยธรรมมากกว่าวิธีอื่น การฝึกวินัยเด็กด้วยวิธีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าโดยธรรมชาติแล้วเด็กทุกคนเป็นคนดี ยุติธรรม และซื่อสัตย์ และเมื่อถึงเวลาที่สุกงอมเด็กๆจะสามารถตอบสนองต่อบุคคลหรือการกระทำที่เขาเห็นว่าเป็นคนดี ยุติธรรม และซื่อสัตย์ได้อย่างเหมาะสม  วิธีนี้เรียกว่าการปฏิบัติกับเด็กด้วยความเคารพและเอาใจใส่ (to treat the children with respect) พ่อแม่และคุณครูปฏิบัติกับเด็กเสมือนหนึ่งว่าเขาเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีค่าเท่าเทียมผู้ใหญ่ คุณอยากให้เขาแสดงความเคารพต่อตัวคุณ ต่อตัวของเขาเอง และต่อผู้อื่นอย่างไร คุณก็ต้องแสดงความเคารพกับเขาแบบเดียวกัน

    บทความเรื่อง "ลูกไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของพ่อแม่" (Don’t Take It out On Your Kids) เป็นความพยายามของผู้เขียนที่จะชี้ให้เห็นว่า พ่อแม่สามารถสอนลูกให้เชื่อฟังและมีระเบียบวินัยได้โดยไม่ต้องอาศัยความเป็นผู้ใหญ่มาบังคับ เคี่ยวเข็ญ ขู่ให้กลัว หรือคาดโทษเด็ก ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสร้างวินัยเชิงบวกด้วยการส่งเสริมพฤติกรรมด้านดีๆของเด็ก ขณะเดียวกันก็ควบคุมพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมให้ลดน้อยลง จะช่วยทำให้ปัญหาผู้ใหญ่ทำร้ายเด็ก (child abuse) และปัญหาเด็กถูกทอดทิ้งลดน้อยไปจากสังคม
           
เราจะเลี้ยงลูกแบบเคารพเขาได้อย่างไร?
    พ่อแม่ควรดำเนินชีวิตไปกับลูกด้วยการให้ความเคารพลูก  พร้อมๆกับการปลูกฝังระเบียบวินัยที่มุ่งสอนเด็กให้รู้จักควบคุมตัวเอง (self-control) และมีความรับผิดชอบ
  
 



       
 

การสร้างระเบียบวินัยแบบผิดๆที่มักส่งผลลบต่อเด็ก
• ทำให้เด็กขายหน้า
• ทำให้อับอาย
• ลงโทษด้วยการตีเด็ก
• เอาของรักไปจากเด็ก
• ลงโทษด้วยการทำร้ายจิตใจเด็ก
• ใช้อำนาจเอาชนะเด็ก
• ให้รางวัลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
• ล้มเลิกคำสั่งที่ไม่เป็นผล
• ปล่อยให้เด็กออกคำสั่งผู้ใหญ่
• พูดในสิ่งที่คุณไม่คิดที่จะทำ
• คาดหวังว่าเด็กจะอ่านใจคุณได้
• เฉยเมยต่อพฤติกรรมที่เป็นอันตราย ก่อให้เกิดความเสียหาย
   หรือขายหน้า
• ออกคำสั่งซ้ำแล้วซ้ำเล่า
• ขอร้องเด็กให้ทำตาม
• ออกคำสั่ง
• อ้อนวอนหรือยื้อ (nagging)
• กำปั้นทุบดิน (labeling)
• โต้เถียง
• ข่มขู่
• พูดจาคลุมเครือ
• พูดด้วยความฉุนเฉียว
• ไม่คงเส้นคงวา
• ควบคุมอารมณ์ไม่ได้
• ชอบทำให้เด็กรู้สึกผิด

 
       
 

วิธีสร้างระเบียบวินัยที่ได้ผล
• ทำตามคำพูดที่คุณให้ไว้กับเด็ก
• พ่อแม่ทำตัวเป็นตัวอย่างที่ดี
• บอกว่าคุณคาดหวังอะไรจากลูก ก่อนที่เขาจะลงมือทำสิ่งที่ไม่    เหมาะสม
• ให้รางวัลความประพฤติที่ดี และเมินเฉยต่อความประพฤติที่ไม่ เหมาะสม (ยกเว้นความประพฤติที่เป็นอันตราย ก่อให้เกิดความเสียหาย หรือทำให้ขายหน้า)
• ให้เด็กเห็นผลลัพธ์ของการกระทำที่ไม่เหมาะสมทันทีที่เด็กลงมือทำ
• ใช้คำพูดว่า “ถ้าลูกทำตามที่แม่บอก แม่ก็จะให้ตามที่ลูกขอ”
(If you have… then you may.”)
• พาตัวเด็กออกมาจากสถานการณ์ที่ทำให้เขาอึดอัด
• ปฏิบัติตัวคงเส้นคงวา
• หนักแน่นแต่ใจดี  และยุติธรรม
• เสนอทางเลือกให้เด็ก  ซึ่งคุณต้องรับได้ไม่ว่าเด็กจะเลือกทางไหนก็ตาม (เช่นจะให้แม่จูงมือซ้ายหรือมือขวา?)
• ทำให้เด็กรู้สึกว่ามีคุณค่า  เป็นที่ชื่นชอบ
• ใช้คำพูดว่า “เมื่อลูกทำ.... เสร็จแล้ว แม่ก็จะให้ตามที่ลูกขอ” (When you have… then you may.”)
• ถ้าลูกใช้มันผิดทาง  ลูกก็จะเสียมันไป
• ชี้นำความประพฤติที่ไม่เหมาะสม  เปิดโอกาสให้แก้ตัว
• ให้คำแนะนำเด็กถึงวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง  กรณีที่พบพฤติกรรมที่เด็กไม่เคยทำมาก่อน

 
       
  การหยุดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในห้องเรียน
    เมื่อเด็กทำผิดกฎด้วยพฤติกรรมที่คุณครูยอมรับไม่ได้ คุณครูต้องมีระบบการจัดการที่ทุกคนในห้องเรียนเข้าใจตรงกัน ระบบที่ว่านี้ต้องสามารถรับมือกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในรูปแบบที่ “ไม่ยุยงส่งเสริม” หากทำได้คุณครูควรจัดให้มีมุมส่วนตัวในห้องเรียนเพื่อให้เด็กที่ทำความผิดได้อยู่ตามลำพัง ได้ทบทวนสิ่งที่เขาทำลงไป และกลับตัวใหม่  

    เมื่อเด็กทำผิด คุณครูอาจให้ใบเตือนเหมือนผู้ตัดสินฟุตบอล

ใบเหลือง หมายถึงตักเตือน เมื่อเด็กสำนึกผิดแล้วอนุญาตให้กลับมาร่วมกิจกรรมกับเพื่อนๆได้
ใบเขียว หมายถึงอนุญาตให้กลับมาร่วมกิจกรรมได้
ใบฟ้า หมายถึงให้เด็กเขียนสิ่งที่เขาได้กระทำลงไป แล้วระบุว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะปรับปรุงตัวให้ดีขึ้น
ใบแดง หมายถึงให้เด็กออกไปจากห้องเรียน (ชั่วคราว)
 
       
  แบบฝึกหัด : เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกไปจ่ายกับข้าว
• ซ้อมบทที่บ้านก่อนว่า เมื่อไปถึงซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้วลูกควรทำตัวอย่างไร
• ตกลงกติกาก่อนเดินเข้าซุปเปอร์มาร์เก็ต
• เตรียมขนมหรือของทานเล่นมาจากบ้าน เพื่อให้ลูกทานขณะเดินจ่ายกับข้าว
• เตรียมหนังสือมาให้ลูกอ่าน
• สำหรับเด็กเล็กควรนำของที่เด็กชอบติดตัวไปด้วยเช่นตุ๊กตาหรือผ้าห่ม เพื่อให้เขารู้สึกอบอุ่นและคุ้นเคย
• มอบหมายงานให้ลูกรับผิดชอบ เช่นหาของตามรายการจ่ายกับข้าวที่จดมา
• ใช้ “รหัสลับ” หรือส่งสัญญาณมือ เมื่อลูกต้องการเรียกความสนใจจากพ่อแม่ (อย่าตะโกน)
• อย่าละสายตาจากลูก
• ชื่นชมเด็กคนอื่นที่ประพฤติตัวดี
• ซื้อของไป ร้องเพลงไป
• หาเกมเล่นกับลูกขณะช้อปปิ้ง เช่นมองดูรองเท้าที่คนใส่เดินไปมาในซูปเปอร์มาร์เก็ต แล้วนับเฉพาะรองเท้าผ้าใบว่ามีกี่คู่
• ไม่ควรนำเด็กไปจ่ายกับข้าวขณะที่เขากำลังหิวหรือเหนื่อย
• เมื่อลูกเริ่มทำกิริยาที่ไม่เหมาะสม คุณต้องบอกให้เขาหยุดทันที
• ทำท่าไม่สนใจหากลูกโยเยหรือร้องขอซื้อของที่ไม่จำเป็น ยกเว้นถ้าสิ่งที่ลูกทำอยู่อาจก่อให้เกิดอันตราย สร้างความเสียหาย หรือรบกวนคนอื่น คุณต้องบอกให้เขาหยุด
• หากลูกแสดงกิริยาไม่เหมาะสม ควรพาไปหาที่คุยตามลำพัง
• อย่าตามใจลูก อย่าซื้อของให้ลูกทั้งๆที่เขาทำตัวไม่เหมาะสม  อย่าซื้อของเพื่อติดสินบนให้เขาเงียบ !
• หากลูกดื้อ บอกเขาว่าครั้งต่อไปเขาจะไม่ได้มาจ่ายกับข้าวกับคุณอีก แล้วคุณก็ต้องทำตามนั้นจริงๆ
• ถ้าลูกของคุณอายุ 10 ปีขึ้นไป สอนให้เขาเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนซื้อ
• ถามลูกว่าผัก / ผลไม้ชนิดนี้เรียกว่าอะไร ให้เขาหาคำตอบจากป้าย
• ถ้าลูกอยากซื้อนมหรือขนม ให้เขาบอกยี่ห้อที่ชอบ บอกด้วยว่ามันต่างจากยี่ห้ออื่นอย่างไร เด็กอาจตอบว่าต่างกันที่สี ขนาด หรือรูปทรง ถ้าเขาเคยชิมแล้วอาจบอกคุณว่ายี่ห้อไหนอร่อยกว่า คุณก็ควรสอนให้เขาตรวจดูราคาสินค้าว่ายี่ห้อไหนแพงกว่า ถูกกว่า เพราะอะไร ก่อนซื้อควรถามลูกเพื่อให้เขาฝึกใช้ความคิดว่า ของที่เขาอยากได้นั้นมีประโยชน์อย่างไร ควรซื้อไหม ถ้าคุณเห็นด้วยว่าควรซื้อทำไมคุณจึงแนะนำให้เขาซื้อยี่ห้อนั้น ทั้งหมดนี้เป็นการสอนลูกให้เป็นผู้ซื้ออย่างมีเหตุผล  
• ทำให้ลูกรู้สึกว่าการได้ไปจ่ายกับข้าวกับคุณนั้นเป็น “กิจกรรมพิเศษ” หากคุณและเขาสนุกร่วมกัน ครั้งต่อไปเขาจะอยากมากับคุณอีก

    ถ้าคุณสามารถทำตามรายการข้างบน เท่ากับว่าคุณเริ่มฝึกวินัยลูกแบบให้ความเคารพลูก ทั้งยังช่วยให้เขารู้จักเคารพตัวเองและใช้เหตุผลในการซื้อของ ไม่ตกเป็นทาสของ
อารมณ์ความอยาก !!
 





 

 

       
  วิธีทำให้ลูกเคารพตนเอง
1) แสดงให้ลูกรู้ว่าคุณชอบเขาด้วยการยิ้ม กอด และคุยกับเขาเชิงบวก
2) อ่านหนังสือด้วยกัน
3) ชื่นชมพฤติกรรมที่แสดงความรับผิดชอบ
4) ส่งเสริมลูกให้คุ้นเคยกับความรับผิดชอบ โดยให้เขาทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จเช่น ทำการบ้าน
5) แบ่งเวลาให้ลูกแต่ละคนเป็นการส่วนตัว
6) ช่วยฝึกลูกเรื่องการจัดเก็บสิ่งของ โดยจัดพื้นที่ให้เขาสำหรับเก็บของเล่น หนังสือ และงานที่ทำจากโรงเรียน
7) ช่วยลูกค้นหาความสามารถพิเศษ โดยชวนให้เขาเล่นกีฬาประเภทต่างๆ เล่นดนตรี เต้นรำ และการแสดง  ฯลฯ
8) ส่งเสริมให้ลูกมีเวลาส่วนตัวและเป็นอิสระจากพ่อแม่
9) พ่อแม่ควรแนะนำตัวกับคุณครู และบอกให้คุณครูทราบว่าคุณกำลังใช้วิธีสร้างวินัยเชิงบวกกับลูก
10) อย่าตะโกนใส่ลูกในที่สาธารณะเพราะจะทำให้เด็กขายหน้า
11) เปิดโอกาสให้ลูกแสดงความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง
12) ตั้งใจฟังและมองตาลูกขณะที่เขากำลังพูดกับคุณ
13) อย่าคาดหวังลูกไว้สูง ลูกอาจล้มเลิกความพยายามเพราะกลัวความผิดหวัง
14) กระตุ้นลูกให้ภูมิใจในชื่อของเขา ในความคิดและงานของเขา
15) บอกลูกว่า คุณรับรู้ถึงความพยายามของเขาในการทำงานชิ้นนั้นๆ ถึงแม้ผลของงานจะยังไม่ถึงระดับที่คุณคาดหวังไว้ก็ตาม
16) พยายามตอบคำถามลูกทันที อย่างเปิดเผย และตรงไปตรงมา
17) พาลูกไปทำธุระด้วย เปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วมคิดและหาคำตอบ / หาทางเลือกที่เหมาะสม
18) ทำแฟ้มรวบรวมกิจกรรมต่างๆที่ลูกของคุณมีส่วนร่วม
19) ชี้ให้ลูกเห็นถึงความรับผิดชอบที่เขามี และบอกลูกว่าคุณภูมิใจในตัวเขา
20) อย่านำลูกคนหนึ่งไปเปรียบเทียบกับลูกอีกคนหนึ่ง

วิธีส่งเสริมลูกให้เติบโตเชิงบวก
1) แสดงให้ลูกเห็นว่าคุณชอบเขา
2) เป็นตัวอย่างที่ดีในการอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวที่เป็นสาระ
3) ให้รางวัลเมื่อลูกแสดงความรับผิดชอบ รวมถึงงานที่เขาทำจนเสร็จ
4) ส่งเสริมให้ลูกรู้จักทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ ตั้งแต่อายุเล็กๆ
5) แบ่งเวลาในแต่ละวันให้ลูกๆแต่ละคน  
6) ฝึกลูกให้มีทักษะการจัดเก็บสิ่งของ ตั้งแต่อายุเล็กๆ
7) ช่วยลูกค้นหาพรสวรรค์หรือความสามารถพิเศษ
8) ทำงานร่วมกับคุณครู
9) ส่งเสริมลูกให้เติบโตอย่างอิสระและเป็นตัวของตัวเอง
สามารถพึ่ง
ตัวเองได้
 



  วิธีแก้ปัญหา 6 ขั้น
1) ระบุปัญหา
2) ช่วยกันคิดเพื่อหาทางเลือก
3) เลือกคำตอบที่ทำได้จริง
4) ลงมือปฏิบัติ
5) ทบทวนแผนงานที่วางไว้
6) ถ้ายังทำไม่สำเร็จ  ให้เริ่มต้นใหม่


เกี่ยวกับผู้เขียน
Katharine C. Kersey เป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัย และเป็นคณบดีภาควิชาศึกษาเด็กและการศึกษาพิเศษ (Department of Child Studies and Special Education)  มหาวิทยาลัยโอลด์โดมิเนี่ยน (Old Dominion University) มลรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา แคทธารีนเขียนคอลัมน์ครอบครัวรายสัปดาห์เป็นประจำใน The Virginian-Pilot และ Roanoke Times ทั้งสองฉบับเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นในมลรัฐเวอร์จิเนีย นอกจากนี้เธอยังเป็นผู้แต่งหนังสือชื่อ The Art of Sensitive parenting and Helping Your Child Handle Stress
 
       
       
       
       
       
 
 
คำถามสนุก ฟุตบอลโลก 2010
[ bangkoksweet - 24 มิถุนายน 2553 ]

   
  คำถามสนุก ฟุตบอลโลก 2010

1) การแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้รอบสุดท้าย มีประเทศเข้าแข่งขันทั้งหมดกี่ทีม?
    ตอบ : 32 ทีม
   
 

2) จำนวน 32 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย มีประเทศอะไรบ้าง?
    ตอบ : โซนเอเชีย 5 ประเทศ : ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้
        
    ทวีปแอฟริกา 6 ประเทศ : แอลจีเรีย คาเมรูน ไอวอรี่โคสต์ กาน่า ไนจีเรีย และแอฟริกาใต้
    ทวีปยุโรป 13 ประเทศ :
เดนมาร์ค อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน กรีซ อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส
    เซอร์เบีย สโลวาเกีย สโลเวเนีย สเปน และสวิสเซอร์แลนด์
    ทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง 3 ประเทศ : อเมริกา ฮอนดูรัส และเม็กซิโก
    ทวีปอเมริกาใต้ 5 ประเทศ : อาเยนติน่า บราซิล ชิลี ปารากวัย และอุรุกวัย

   
  3) โชว์แผนที่โลกแล้วถามลูกว่าประเทศนั้นอยู่ตรงไหน เลือกถามสัก 8-10 ประเทศกระจายไปตามทวีปต่างๆ


   
  4) ประเทศแอฟริกาใต้ (South Africa) อยู่ที่ไหน?
    ตอบ : อยู่ปลายล่างสุดของทวีปแอฟริกา
   
  5) สัญลักษณ์ของฟุตบอลโลก 2010 คืออะไร?
    ตอบ : เสือดาว ชื่อ Zakumi

   
   
  6) ในภาพนี้เป็นธงของประเทศใด? (เปลี่ยนธงถามไปเรื่อยๆ)



  7) ธงชาติของประเทศแอฟริกาใต้มีกี่สี อะไรบ้าง?
    ตอบ : เหลือง เขียว ขาว น้ำเงิน แดง และดำ

   
 
  8) ธงชาติของประเทศฝรั่งเศสคือสีอะไร?
    ตอบ : น้ำเงิน ขาว และแดง

   
   
  9) ธงชาติของประเทศเยอรมันมีสีอะไรบ้าง?
    ตอบ : ดำ แดง และเหลือง

   
   
  10) ธงชาติของประเทศอเมริกามีลักษณะอย่างไร?
     ตอบ : มีดาวสีขาว 50 ดวงอยู่บนพื้นสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินมุมบนซ้าย ผืนธงเป็นเส้นแถบสีแดงสลับขาว ทั้งหมด 13 เส้น

   
   
  11) ธงชาติของประเทศอังกฤษมีลักษณะอย่างไร?
     ตอบ : เป็นเครื่องหมายบวกสีแดงบนพื้นขาว

   
   
  12) ธงชาติของประเทศออสเตรเลียมีลักษณะคล้ายธงชาติของประเทศใด?
     ตอบ : นิวซีแลนด์ ธงของสองประเทศใช้สัญลักษณ์เดียวกันคือธงชาติอังกฤษอยู่มุมบนซ้าย
     และมีดาวกระจายอยู่บนพื้นธงสีน้ำเงิน ธงออสเตรเลียมี 6 ดาวสีขาว ส่วนธงนิวซีแลนด์มี 4 ดาวสีแดง


      
     ธงชาติออสเตรเลีย                ธงชาตินิวซีแลนด์
   
  13) ธงชาติประเทศใดที่ใช้เครื่องหมายบวกคล้ายธงชาติอังกฤษ?
     ตอบ : ธงชาติสวิสเซอร์แลนด์ เป็นเครื่องหมายบวกสีขาวบนพื้นสีแดง

   
  14) ประเทศใดครองแชมป์ฟุตบอลโลกมากที่สุด?
      ตอบ : บราซิล เป็นแชมป์ทั้งหมด 5 สมัย รองลงมาคืออิตาลี ได้ครองแชมป์ 4 สมัย
   
 

15) ใครคือนักเตะที่อายุน้อยที่สุดในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010?
     ตอบ : Christian Eriksen จากประเทศเดนมาร์ค เขาเกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1992 ปัจจุบันอายุ 18 ปี


    

   
  16) ใครคือนักเตะอายุมากที่สุด?
      ตอบ : David James ตำแหน่งผู้รักษาประตูทีมชาติอังกฤษ เกิดวันที่ 1 สิงหาคม 1970 ปัจจุบันอายุ 39 ปี

    
   
 

17) ใครคือนักฟุตบอลที่ได้ค่าตัวสูงที่สุดในโลก?
      ตอบ : David Beckham ศูนย์หน้าทีมชาติอังกฤษ ในปี 2009 ทีมสโมสร Los Angeles Galaxy ของอเมริกาจ่าย
      ค่าตัว David เป็นเงิน 32 ล้านเหรียญยูโร หรือประมาณ 1,276,800,000 บาท (1 ยูโร = 39.90 บาท)


    

   
 

     

18) นักฟุตบอลในภาพนี้คือใคร?
      ตอบ : Cristiano Ronaldo ตำแหน่งศูนย์หน้า ทีมชาติโปรตุเกส อายุ 25 ปี เล่นฟุตบอลอาชีพสังกัดทีมสโมสร
      Real Madrid ประเทศสเปน ค่าตัว 18 ล้านเหรียญยูโรต่อปีหรือประมาณ 718,200,000 บาท

   
      

19) นักฟุตบอลในภาพนี้คือใคร?
      ตอบ : Ricardo Kaka ตำแหน่งกองกลาง ทีมชาติบราซิล อายุ 28 ปี เล่นฟุตบอลอาชีพสังกัดทีมสโมสร
      Real Madrid ประเทศสเปน ค่าตัว 14 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีหรือประมาณ 453,600,000 บาท
(1 USD = 32.40 
      บาท)
   
      

20) นักฟุตบอลในภาพนี้คือใคร?
     ตอบ : Tsepo Masilela ตำแหน่งกองหลัง ทีมชาติแอฟริกาใต้ อายุ 25 ปี เล่นฟุตบอลอาชีพสังกัดทีมสโมสร   
     Maccabi Haifa ประเทศอิสราเอล

   
 

    

21) นักฟุตบอลในภาพนี้คือใคร?
     ตอบ : Lionel Messi ตำแหน่งศูนย์หน้า ทีมชาติอาเยนติน่า อายุ 23 ปี เล่นฟุตบอลอาชีพสังกัดทีมสโมสร    
     Barcelona ประเทศสเปน ค่าตัว 28 ล้านเหรียญยูโรต่อปี หรือ 1,117,200,000 บาท (1 ยูโร = 39.90 บาท)

   
      

22) นักฟุตบอลในภาพนี้คือใคร?
       ตอบ : Fernando Torres ตำแหน่งศูนย์หน้า ทีมชาติสเปน อายุ 26 ปี เล่นฟุตบอลอาชีพสังกัดทีมสโมสร  
      Liverpool ประเทศอังกฤษ
   
 



23) ยูนิฟอร์มในภาพนี้เป็นของทีมชาติใด?
       ตอบ : อาเยนติน่า

   
      

24) ยูนิฟอร์มในภาพนี้เป็นของทีมชาติใด?
       ตอบ :
อังกฤษ

   
 

25) ยูนิฟอร์มในภาพนี้เป็นของทีมชาติใด?
       ตอบ :
บราซิล

   
   
     

26) ยูนิฟอร์มในภาพนี้เป็นของทีมชาติใด?
       ตอบ :
เยอรมัน
   
   
   
   

27) ยูนิฟอร์มในภาพนี้เป็นของทีมชาติใด?
       ตอบ :
ญี่ปุ่น
   
   
   
 

28) ยูนิฟอร์มในภาพนี้เป็นของทีมชาติใด?
       ตอบ :
อเมริกา
   
   
   
      

29) ลูกฟุตบอลที่ใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 มีชื่อเรียกว่าอะไร?
     ตอบ : จาบูลานี่ (Jabulani) เป็นภาษาอิซิซูลู (Isizulu) แปลว่า การเฉลิมฉลอง ออกแบบและผลิตโดยบริษัทอาดิดาส
   
   
  30) ทีมฟุตบอล 1 ทีมใช้ผู้เล่นกี่คน? ประกอบด้วยตำแหน่งอะไรบ้าง?
   
   
      

                    แผนการเล่นแบบ 4-4-2                                   แผนการเล่นแบบ 3-4-3

31) ทีมฟุตบอลวางแผนการเล่นระบบ 4-4-2 หมายความว่าอย่างไร?

       ตอบ : วางตัวผู้เล่นกองหลัง 4 คน กองกลาง 4 คน และกองหน้า 2 คน
   
   
      

32) ทำไมผู้เล่นบางคนได้ใบเหลือง?

       ตอบ : กรรมการฟุตบอลใช้ใบเหลืองเป็นเครื่องมือตักเตือนเมื่อผู้เล่นทำผิดกติกาเช่น ดึงแขน เสื้อ หรือกางเกงของผู้เล่น
      คนอื่น ขัดขวางผู้เล่นคนอื่นไม่ให้วิ่งไปถึงลูกบอลด้วยการใช้ลำตัว แขน ขา หรือเท้า วิ่งเข้าชนหรือทำให้ล้ม เตะบอลสูง
      ระดับหัวซึ่งถือว่าเป็นอันตราย ฯลฯ เมื่อผู้เล่นทำฟาวล์ครั้งแรกผู้ตัดสินมักตักเตือนด้วยวาจาหรือให้ใบเหลือง ขึ้นอยู่กับ 
      ระดับความรุนแรงของการทำฟาวล์
   
   
       

33) ทำไมผู้เล่นบางคนได้ใบแดง?

       ตอบ : เมื่อผู้เล่นทำฟาวล์ (foul) หรือทำผิดกติกา ผู้ตัดสินจะเป่านกหวีดหยุดการเล่นชั่วคราว เรียกนักเตะผู้นั้นมาหา 
     แล้วชูใบแดงขึ้น หมายความว่าผู้ตัดสินเห็นควรให้ผู้เล่นคนนั้นออกจากสนามแข่ง

     ผู้ตัดสินสามารถให้ใบแดงทันที (ข้ามใบเหลืองไปเลย) ในกรณีที่ผู้เล่นทำผิดกติกาขั้นรุนแรงเช่น วิ่งเข้าชาร์จผู้เล่นคนอื่น
     จนได้รับบาดเจ็บ หรือโกรธถึงขั้นตะโกนด่าคนอื่น ผู้เล่นบางคนเคยถูกตักเตือนมาแล้วก่อนหน้านี้ (เคยได้ใบเหลืองไป
     แล้ว) แต่ยังทำผิดอีกก็จะได้รับใบแดง

     ผู้เล่นที่ถูกให้ใบแดงต้องออกจากสนามทันที และผู้เล่นคนอื่นไม่สามารถลงมาเล่นแทนได้ 
   
   
  33) แมชท์ที่มีการยิงประตูมากที่สุดในฟุตบอลโลก 2010 รอบ 32 ทีมคือแมชท์ไหน? กี่ประตู?
       ตอบ : โปรตุเกสกับเหาหลีเหนือ แข่งเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2553 โปรตุเกสยิงเกาหลีเหนือทั้งหมด 7 ประตู
   
   
      

34) เครื่องเป่าที่ส่งเสียงดังในกองเชียร์ฟุตบอลโลกครั้งนี้ มีชื่อเรียกว่าอะไร?

       ตอบ : วูวูเซล่า (Vuvuzela)
   
   
  35) การแข่งขันฟุตบอลโลกครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในปีใด? ที่ประเทศใด?
      ตอบ : ปี 2014 ประเทศบราซิลได้เป็นเจ้าภาพ
   
 
 
 
แม่ของฉัน กับเจ้านาย [ Vimolnart - 16 มิถุนายน 2553 ]





แม่ของฉัน กับเจ้านายของฉัน ... ใครเคยทำกับแม่แบบนี้บ้าง ?


ทุกวัน ฉันต้องตื่นเช้า เข้างานแปดโมง วันนี้..ก็เหมือนเคย
แต่เมื่อคืนฉันทำงานจนดึก
ตื่นสาย.. อารมณ์ตอนนั้นโมโหตัวเองมากที่ลืมตั้งนาฟิกาปลุก
(โดนเจ้านายด่าแน่ๆ)

แม่มาเคาะประตูห้อง ...

" ตื่นหรือยังลูก หกโมงแล้ว "
ฉันหงุดหงิดมาก ...... โธ่ !! แล้วทำไมแม่ไม่ปลุกหนูให้เร็วกว่านี้
เนี่ย..หนูไปทำงานไม่ทันแล้ว  วันนี้..มีประชุมด้วย

" แม่ทำข้าวต้มให้หนูอยู่   เมื่อคืนเห็นนอนดึก
อยากให้กินอะไรร้อนๆหน่อย " ....

แม่ไม่ต้องมาพูดเลย ไม่กงไม่กินมันแล้ว

.... แม่จับแขนฉันเบาๆก่อนเดินออกจากห้องอาบน้ำ  
แต่งตัวเสร็จ ลงมาข้างล่าง แม่นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าว
" กินข้าวต้มกับแม่ก่อนนะลูกนะ แม่รอหนูอยู่ "

หนูไม่กิน พูดโดยไม่มองหน้าแม่ เดินออกมาจากบ้านทันที

ถึงที่ทำงาน
" ไม่รู้หรือไงว่าวันนี้มีประชุม แล้วรายงานอยู่ไหน"
ยกมือไหว้ .. ขอโทษค่ะพี่   ... รีบส่งรายงานให้อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
" พี่เลื่อนประชุมไปเป็น 10 โมงนะ เดี๋ยวช่วยไปหาอะไรให้พี่กินหน่อยสิ "

... ได้ค่ะพี่   ...
วิ่งเข้าห้องครัว หยิบโจ๊กกึ่งสำเร็จรูป รีบ รีบ รีบ เติมน้ำร้อน ..
ว๊า !! น้ำร้อนลวกมือ ..
มาแล้วค่ะพี่ โจ๊กร้อนๆเลยค่ะ....

ออกจากห้องประชุมเกือบเที่ยง แม่โทรมาจากบ้าน
" เมื่อเช้า.. หนูวางผ้าเช็ดหน้าไว้ตรงไหนลูก แม่หาในตะกร้าไม่เจอ
จะเอาไปซักน่ะ "
" หาไม่เจอก็ไม่ต้องซักหรอก หนูจำไม่ได้   คงโยนไว้ที่ไหนน่ะแหละ "

เมื่อเช้าหนูรีบ .......
" ไม่เป็นไรลูก แล้วเย็นนี้..กลับกี่โมง มากินข้าวกับแม่นะ "
" ยังไม่รู้หรอกแม่ว่างานจะเสร็จเมื่อไหร่  
ยังไง..แม่กินไปก่อนเลยแล้วกัน ไม่ต้องรอ......"

วางหูโทรศัพท์ ก้มหน้า ก้มตาทำงาน เอาใจเจ้านาย ....

" เอ!! พี่วางบัญชีรายชื่อลูกค้าทิ้งไว้แถวนี้มั่งรึเปล่า

ไม่รู้ไปลืมไว้ที่ไหน หาไม่เจอ..."
" ไม่เป็นไรค่ะพี่ เดี๋ยวหนูช่วยหา
พี่ลงไปทานข้าวเถอะค่ะเที่ยงกว่าแล้วนะคะ "

...   หา หา หา หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ
โธ่..พี่ขา ก็พี่มาทำหล่นไว้ใต้เก้าอี้ในห้องประชุมนี่นา
โอย !! เที่ยงครึ่งแล้ว ลงไปกินข้าวไม่ทันแน่ๆ
ไม่เป็นไร..บะหมี่ซักห่อพออิ่มก็แล้วกัน

...พี่คะ
เจอแล้วนะคะ พี่ทำหล่นไว้ที่ห้องประชุมค่ะ
" อ้าว..เหรอ "  รับเอกสาร  ไม่มีแม้แต่ขอบใจสักคำ
แต่ฉันกลับปลื้มที่ทำให้เจ้านายพอใจได้  
ใกล้เลิกงานแล้ว.. รีบกลับบ้านไปนอนดีกว่า

" ช่วยแก้งานตรงนี้ให้พี่หน่อยนะ เสร็จแล้ววางไว้บนโต๊ะพี่เลย
พี่กลับก่อนล่ะ ว่าแต่ว่าเราน่ะมีธุระอะไรรึเปล่า คงต้องกลับช้านิดนึงนะวันนี้ "

..ยิ้มรับ.. ไม่มีธุระอะไรค่ะพี่ เดี๋ยวหนูพิมพ์ให้เลยค่ะ

โทรหาเจ้านายตอนเกือบทุ่ม .. พี่ขา   หนูแก้ไข
และตรวจทานเรียบร้อยแล้วค่ะ หนูวางไว้บนโต๊ะนะคะ

" กลับดึกจังลูก จะอาบน้ำก่อนหรือกินข้าวก่อนล่ะ?? "
...เงียบไม่มีเสียงตอบ
ไม่มีรอยยิ้ม ...
" มา มา แม่ช่วย "  แม่รวบของจากมือฉันไปวางบนโต๊ะ   ..

หนูเหนื่อยมากเลยแม่
หนูอยากพักผ่อน
กำลังจะเดินขึ้นห้อง.....

" ฮัลโหล..สวัสดีค่ะ...เจ้านายเหรอคะมีอะไรรึเปล่าคะ ..
อ๋อ !! ไม่ยุ่งค่ะ   เดี๋ยวหนูจัดการให้เลยค่ะ "
กุลี กุจอ เปิดคอมพิวเตอร์ ... เจ้านายคะ   เรียบร้อยแล้วค่ะ


แม่..หายไปไหน ในครัวไม่มี ห้องนอนไม่มี
. . .   แม่นั่งอยู่หลังบ้านเหงาๆคนเดียว . . .



แม่แอบร้องไห้ ... เพราะฉันสินะ ฉันทำให้แม่ต้องร้องไห้


แม่....ดูแลฉันมาทั้งชีวิต
เป็นห่วงฉัน รักฉันมากกว่าใครๆ
แต่....ฉันตอบแทนได้สาสมเหลือเกิน
ฉันเริ่มทบทวน..... เจ้านายคนที่ให้เงินเดือนฉัน
กับแม่คนที่ให้ความเป็นคนแก่ฉัน
เพื่อประจบสอพลอเจ้านาย   ฉันทำร้ายผู้ให้กำเนิดได้เพียงนี้เลยหรือ...


แม่ ...
หนูขอโทษ
ใคร??? เคยเป็นแบบฉันบ้าง......

ในชั่วชีวิตของคุณ คุณอาจจะเปลี่ยนงานหลายๆครั้ง
คุณอาจจะมีเจ้านายนับไม่ถ้วน แต่ตลอดชีวิตของคุณ.....
คุณมีแม่มีเพียงคนเดียวค่ะ คนเดียวจริงๆ   ทำดีกับท่านไว้เถอะค่ะ


อย่าทำให้ท่านต้องร้องไห้เพราะการกระทำของคุณเลย....
คุณอาจจะรักท่านน้อยลงทุกๆ วัน  แต่ท่านไม่เคยรักคุณลดลงเลย

ตรงกันข้ามท่านกลับรักและเป็นห่วงคุณมากขึ้นทุกๆวัน......
 
 
วันนี้ครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก [ Nutty Profes - 19 เมษายน 2553 ]

   
   
   
 

 
ปชช.ร้อยละ 68.63 ชี้ ครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก
ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์แนวหน้า -- จันทร์ที่ 12 เมษายน 2553 01:52:59 น.


สวนดุสิตโพล
เผยผลสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทั่วประเทศต่อวันสงกรานต์และวันครอบครัว จำนวน 1,512 คน ระหว่างวันที่ 8-10 เมษายน 2553 สรุปผลได้ดังนี้


ประชาชนคิดว่า "ครอบครัวไทย" ในวันนี้เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านๆมามีความแตกต่างกันหรือไม่?

ร้อยละ 68.63 แตกต่าง เพราะสภาพแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก คนในครอบครัวต่างต้องดิ้นรนทำมาหาเลี้ยงชีพ ความใกล้ชิด การดูแลเอาใจใส่ลดน้อยลง ลูกหลานมีอิสระและมีเสรีภาพในการปกครองตนเองมากขึ้น ฯลฯ

ร้อยละ 19.61 ไม่แตกต่าง เพราะถึงอย่างไรสถาบันครอบครัวก็ถือว่าเป็นพื้นฐานที่สำคัญในสังคมไทย เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก การมีสัมมาคารวะระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ ฯลฯ

ร้อยละ 11.76 ไม่แน่ใจ เพราะวิธีการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานของแต่ละครอบครัวไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับการให้เวลา ความรัก และความเอาใจใส่ที่มีต่อกันมากกว่า ฯลฯ


"จุดเด่น" ของครอบครัวไทยในสมัยก่อนเป็นอย่างไร?

ร้อยละ 40.67 เป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่มีทั้งพ่อแม่ ลุงป้า น้าอา ปู่ย่า ตายาย อาศัยอยู่รวมกัน

ร้อยละ 26.84 เป็นครอบครัวที่เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น มีความใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างมาก

ร้อยละ 19.70 สมาชิกในครอบครัวมีความสมัครสมานสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันดี

ร้อยละ 12.79 พ่อแม่มีเวลาในการอบรม สั่งสอนเลี้ยงดูลูกๆ / มีเวลาอยู่ด้วยกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา


"จุดเด่น" ของครอบครัวไทยในสมัยนี้เป็นอย่างไร?

ร้อยละ 36.18 ทั้งสามีและภรรยาต่างมีสิทธิและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ต่างช่วยกันทำมาหากิน

ร้อยละ 30.83 เป็นครอบครัวขนาดเล็กประกอบด้วย พ่อแม่ลูก เป็นส่วนใหญ่

ร้อยละ 21.56 ลูกๆมีอิสระทางความคิดและการกระทำมากขึ้น

ร้อยละ 11.43 พ่อแม่เปิดโอกาสให้ลูกได้แสดงความคิดเห็นหรือพูดคุย ขอคำปรึกษาได้เกือบทุกเรื่อง


ปัญหาในครอบครัวไทยวันนี้ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากเรื่องใด?

ร้อยละ 34.46 พ่อแม่ไม่มีเวลาเนื่องจากต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ และต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่

ร้อยละ 31.51 สภาพแวดล้อม /การเข้ามาของวัฒนธรรมต่างชาติ และเทคโนโลยีต่างๆ

ร้อยละ 25.09 ขาดการดูแลเอาใจใส่ ขาดความรัก ความอบอุ่นและการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่

ร้อยละ   8.94 ความไม่เข้าใจกัน ความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน มุมมองที่แตกต่างกันระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่


เทศกาลวันสงกรานต์เป็นช่วงเวลาที่ครอบครัวได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา คิดว่าสมาชิกในครอบครัวควรปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะทำให้ครอบครัวเป็นสุข?

ร้อยละ 38.54 ทำกิจกรรมร่วมกันภายในครอบครัว เช่น ไปเที่ยว ทานข้าวร่วมกัน ฯลฯ

ร้อยละ 34.81 หากิจกรรมดีๆทำร่วมกันเพื่อเป็นการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีของไทย เช่น ทำบุญ ใส่บาตร รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ ฯลฯ

ร้อยละ 16.42 ถือโอกาสในวันหยุดยาวกลับภูมิลำเนา พบปะญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงที่ไม่ได้เจอกันนาน

ร้อยละ 10.23 มีเวลาพูดคุยหรือทำความเข้าใจกันภายในครอบครัวให้มากขึ้น


นอกจากความสนุกสนานที่ได้รับในวันสงกรานต์แล้ว คิดว่าวันสงกรานต์ให้อะไรต่อสังคมไทยอีก?

ร้อยละ 38.87 การรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี อันดีงามของไทย

ร้อยละ 20.67 เป็นช่วงเวลาที่ทำให้มีโอกาสได้เสริมสร้างความสัมพันธ์ด้วยกันภายในครอบครัว

ร้อยละ 17.03 เป็นเอกลักษณ์ที่สร้างชื่อเสียงและดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมีความสนใจที่จะมาร่วมประเพณีสงกรานต์

ร้อยละ 13.98 เป็นการผ่อนคลายจากภาวะความตรึงเครียดทางการเมืองในขณะนี้

ร้อยละ 9.45 เป็นการเติมพลังเพื่อเสริมสร้างกำลังใจในการทำงานและการดำรงชีวิตต่อไป


ความขัดแย้งในสังคมไทยที่กลายเป็นความแตกแยกในวันนี้ มีผลต่อเทศกาลสงกรานต์ปีนี้อย่างไร?

ร้อยละ 35.84 ทำให้บรรยากาศงานสงกรานต์ในปีนี้สนุกสนานน้อยลง /ประชาชนเครียด กังวล กับสถานการณ์บ้านเมือง

ร้อยละ 30.39 พ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการชุมนุมหรือบริเวณใกล้เคียงมีรายได้ลดลงกว่าปีที่ผ่านมา

ร้อยละ 23.61 จำนวนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมีจำนวนลดน้อยลงอย่างชัดเจน

ร้อยละ 10.16 ทำให้พื้นที่ที่มีการประกาศ พรก.ฉุกเฉินต้องงดกิจกรรมต่างๆในช่วงสงกรานต์


ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์แนวหน้า
วันจันทร์ที่ 12 เมษายน 2553

   
   
   
   
   
   
   
 
 
คนแก่ว้าเหว่ ลูกหลานไม่เหลียวแล [ somphop - 19 เมษายน 2553 ]

   
   
   
 

 
พบคนแก่ว้าเหว่ ลูกหลานไม่แล!
ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 12 เมษายน 2553 00:00:00 น.

ไทยโพสต์ - ผลสำรวจนิด้าโพล พบคนไทยร้อยละ 51.2 ดูแลพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าด้วยการให้เงินใช้ แต่สิ่งที่ผู้สูงอายุต้องการคือการให้ลูกหลานกลับไปเยี่ยมเยียน พูดคุยให้กำลังใจ สะท้อนภาพครอบครัวไทยจากครอบครัวขยายกลายเป็นครอบครัวเดียว คนแก่ถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพัง

เนื่องในวันที่ 14 และ 15 เมษายนของทุกปี เป็นวันผู้สูงอายุและวันครอบครัว ศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ออกสำรวจเชิงวิจัยเรื่อง "ผู้สูงอายุและความห่วงใยดูแล" จากประชาชนทั่วทุกภูมิภาค มีประเด็นที่น่าสนใจคือ หัวข้อการพบปะสังสรรค์และทำกิจกรรมร่วมกันของครอบครัวในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ร้อยละ 49.5 ระบุว่ามีการพบปะสังสรรค์ 5 ครั้งต่อปี รองลงมาร้อยละ 25 ระบุ 3-5 ครั้งต่อปี ส่วนร้อยละ 3 บอกว่าไม่เคยสังสรรค์กันเลย

นอกจากนี้ ร้อยละ 51.2 บอกว่าดูแลผู้สูงอายุในครัวเรือน (พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย) โดยการดูแลและให้เงินใช้เป็นประจำ ร้อยละ 14.6 บอกว่าดูแลและให้เงินบ้างเป็นครั้งคราว ส่วนร้อยละ 9.6 บอกว่าไม่เคยดูแลเพราะอยู่ไกล หรือเพราะยุ่งกับการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวตัวเอง

ในประเด็นที่เยาวชนและวัยทำงานดูแลหรือทำให้แก่ผู้สูงอายุ พบว่าเยาวชนร้อยละ 33 ทำเป็นประจำคือ ปรนนิบัติเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย พูดคุยหรือไปเยี่ยมเยียน ร้อยละ 15 ให้เงินไว้ใช้จ่าย ส่วนผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน (อายุ 25-59 ปี) ทำให้แก่ผู้สูงอายุในครัวเรือน ร้อยละ 15.1 ดูแลปรนนิบัติเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย ร้อยละ 15 ให้เงินไว้ใช้จ่าย

ในส่วนของผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ต้องการได้รับจากบุตรหลานกลับไม่ใช่เงินทองหรือสิ่งของ ทั้งนี้ ร้อยละ 51.9 ต้องการให้ลูกหลานมาพูดคุยหรือเยี่ยมเยียน และร้อยละ 32.6 ต้องการให้ดูแลปรนนิบัติเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย มีเพียงร้อยละ 7.3 ที่บอกว่าต้องการเงินไว้ใช้

นิด้าโพลสรุปว่า ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดว่าผู้สูงอายุในครอบครัวของสังคมไทยในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นครอบครัวใหญ่เหมือนเมื่อก่อน โดยมีบุตรหลานส่วนหนึ่งได้แยกย้ายออกมามีครอบครัว หรือออกไปทำงานต่างถิ่นห่างไกล ดังนั้น จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความต้องการที่แท้จริงลึกๆ ในจิตใจของผู้สูงอายุต้องการได้รับการดูแล ห่วงใย โดยการพูดคุย แวะกลับมาเยี่ยมเยียน มากกว่าการได้รับเงินทองหรือสิ่งของ

ข่าวทั่วไป หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ -- จันทร์ที่ 12 เมษายน 2553

   
   
   
   
   
 
 
หลักเจ็ดพลังสุขภาพจิต [ nutnicha - 8 มีนาคม 2553 ]

     
   
   
          
   
  นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้แนะนำวิธีการดูแลสุขภาพใจให้แจ่มใส ห่างไกลจากความเครียดด้วยการใช้ 7 พลังสุขภาพจิตว่า “เมื่อต้องเผชิญกับภาวะทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือปัจจัยที่ทำให้เกิดความเครียด เราสามารถผ่อนคลายจิตใจได้โดยการใช้หลัก 7 พลังสุขภาพจิต ประกอบด้วยการปรับ 4 และการเติม 3”
 

การปรับ 4 แบ่งออกได้คือ...ข้อแรก ปรับอารมณ์ ทั้งโกรธ ท้อแท้ เกลียด อารมณ์พวกนี้จะทำให้เราแก้ปัญหาไม่ได้ ต้องตั้งสติให้ดีและรู้จักให้อภัย ข้อที่ 2 ปรับความคิด คนเราจะเครียดหรือไม่ก็อยู่ที่ความคิดเป็นหลัก เราต้องปรับความคิดให้คิดแต่ในด้านดีด้านบวก ข้อที่ 3 ปรับการกระทำ โดยเฉพาะในด้านความรุนแรง ส่วนข้อสุดท้ายคือ ปรับความคาดหวัง เป็นการปรับแนวคิดให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป จะช่วยลดความตึงเครียด ความกดดันของเราลงได้”
 

ส่วนการเติม 3 เป็นสิ่งที่เกือบทุกคนมีอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้ทำมาใช้ ข้อที่ 1 คือเติมความศรัทธา ทั้งต่อศาสนา ตนเองและคนรอบข้าง ความศรัทธาจะเป็นต้นทุนสำคัญที่จะทำให้เราผ่านพ้นวิกฤติต่างๆไปได้ด้วยดี ข้อถัดมาคือการเติมมิตร เมื่อเราประสบกับปัญหา เราสามารถปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือจากมิตรของเราได้ ข้อสุดท้ายคือการเติมจิตให้กว้าง เป็นการเปิดใจปรับเปลี่ยนมุมมองต่อคนและสังคมรอบตัว พึงระลึกว่าแต่ละคนย่อมมีความคิด มีเหตุผลของตนเองทั้งนั้น ถ้าสามารถปฏิบัติตามหลักพลังสุขภาพจิตได้ เราก็จะมีจิตใจที่แข็งแรงและห่างไกลจากความเครียด” นายแพทย์ยงยุทธกล่าว
 

ครอบครัวเป็นสถาบันที่เล็กที่สุด แต่เป็นรากฐานที่จะช่วยชี้วัดถึงความสุขของคนในสังคม หากสมาชิกในบ้านนำเรื่องภายนอกทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองเข้ามาเป็นประเด็นปัญหาภายในครอบครัว แน่นอนว่าความสงบสุขก็ย่อมจะไม่เกิดขึ้น ทางที่ดี...เมื่อเกิดปัญหาอย่าถือทิฐิ ตั้งสติให้ดี เปิดใจให้กว้าง หันหน้าเข้าหากันและปรึกษาหารือ เพื่อสานความรัก ความอบอุ่น ให้สมาชิกในครอบครัวมีจิตใจที่สดชื่นแจ่มใสและไร้ซึ่งความเครียด.....
 

....ไม่ใช่คนอื่นคนไกล ถึงอย่างไรก็ครอบครัวเดียวกัน....
   
 

 
หน้า
1
2
3
จาก 3 หน้า
หน้าแรกสานรัก | ความเป็นมา | เอไอเอส เพื่อสังคม | ปฏิทินสานรัก | คนเก่งหัวใจแกร่ง | ครอบครัวคุยกัน | บล็อก | โพสต์ & โหวต | ติดต่อสานรัก | แผนผังเว็บไซต์
GSM ADVANCE | ONE-2-CALL! | GSM 1800 | SAWASDEE | MPAY | SMART SOLUTIONS | SMART SME | MFA | PHONE ONE
©สงวนสิทธิ์ 2552 บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)